กามเทพ

กามเทพ

กามเทพ กามเทพ (สันสกฤต: काम देव) เป็นเทพเจ้าในความเชื่อของศาสนาพราหมณ์ฮินดู ถือเป็นเทพเจ้าแห่งความรัก (กาม หมายถึง ความรัก ความปรารถนา) มีขอช้างเป็นอาวุธ ในวรรณคดีไทยเรียกว่า ขอกาม มีพรรณนาไว้ในวรรณคดีไทยสมัยอยุธยา กามเทพของอินเดีย มีชื่อเรียกหลายชื่อ ได้แก่ อนังคะ (ไร้ตัวตน), กันทรรป, มันมถะ (ผู้กวนหัวใจ), มทนะ (มึนเมา), รติกานตะ (เจ้าแห่งฤดูกาล), ปุษปวาน หรือ กาม ก็มี กามเทพนั้น มักจะบรรยายภาพเป็นชายหนุ่มรูปงาม มีปีก มีอาวุธเป็นคันธรและธนู คันศรนั้นทำมาจากลำอ้อย มีผึ้งตอม และลูกศรประดับด้วยดอกไม้หอม ๕ ชนิด มีสหายเป็นนกดุเหว่า นกแก้ว ผึ้ง ฤดูใบไม้ผลิ และสายลมเอื่อย ทั้งหมดล้วนเป็นสัญลักษณ์ของฤดูใบไม้ผลิ…

กาตตวรายัน

กาตตวรายัน

กาตตวรายัน กาตตวรายัน ( อังกฤษ: lord kathavarayan) เป็นเทพเจ้าที่สำคัญองค์หนึ่งในอินเดีย เป็นเทพพื้นเมืองท้องถิ่นของชาวทมิฬที่เป็นที่รู้จักและนิยมในภาคใต้ของรัฐทมิฬนาฑู ประเทศอินเดียโดยนับถือกันทั่วไปว่าเทพผู้คุ้มครองเทวสถานและหมู่บ้านของชาวทมิฬ เดิมเป็นเด็กที่พระอิศวรให้เฝ้าสวนของพระอุมา ต่อมาได้กลั่นแกล้งเทพธิดาทั้ง 7 องค์ เทพธิดาไปฟ้องพระอิศวร พระอิศวรจึงให้ไปเกิดเป็นจัณฑาล ให้ไปล่วงเกินหญิงตระกูลพราหมณ์และถูกประหารชีวิตด้วยการเสียบไม้ พระอุมาได้ขออภัยโทษให้เด็กเฝ้าสวน พระอิศวรไม่พอใจจึงให้พระอุมาไปเกิดในโลกด้วย เด็กเฝ้าสวนได้ไปเกิดเป็นบุตรของพระอุมาในโลกมนุษย์หลายชาติ ทุกชาติจะทำแต่ความชั่ว แม้ว่าแม่จะสั่งสอนให้ทำความดีก็ตาม จนชาติสุดท้ายเด็กเฝ้าสวนไปเกิดเป็นจัณฑาล ลักพานางพราหมณ์ที่เป็นธิดาบุญธรรมของกษัตริย์ไป จึงถูกพิพากษาให้ประหารชีวิตด้วยการเสียบไม้ เด็กเฝ้าสวนได้แสดงอำนาจ สะกดทหารแล้วปีนขึ้นไปเสียบตัวเองอยู่บนไม้ ไม่ยอมลงมา สุดท้ายพระอิศวรต้องมาอ้อนวอน เด็กเฝ้าสวนจึงยอมลงมาและกลายเป็นเทวดารักษาบ้านเมืองในที่สุด ชาวอินเดียที่นับถือเทพองค์นี้จะจัดงานฉลองปีละครั้ง โดยจะเล่นดนตรีและแสดงละครเกี่ยวกับตำนานของเทพ คนทรงจะร่ายรำจนถึงเที่ยงคืนโดยมีทั้งเครื่องพันธนาการและพวงมาลัย ในปัจจุบันใช้เพียงพวงมาลัย คนทรงจะร่ายรำแล้วขึ้นไปนั่งบนไม้เสียบจนสว่างจึงลงมา ฉีกพวงมาลัยแจกชาวบ้านโดยถือว่าเป็นของศักดิ์สิทธิ์ สำหรับเรื่องราวขององค์พระกัตตราวรายันนั้นมีหลายตำนาน แต่เท่าที่พอประมวลได้ มีดังนี้ ครั้งหนึ่งพระศิวะ และพระปารวตี ทรงร่ายรำประชันกัน ต่อหน้าปวงเทพทั้งหลาย และพระศิวะเป็นผู้ชนะทำให้พระปารวตีทรงอับอาย จึงเกิดการโต้เถียงระหว่างทั้งสองพระองค์ โดยพระปารวตีแสร้งว่า พระศิวะมีชัยชนะเหนือพระองค์เพราะเล่นผิดกติกา…

พระศิวะ

พระศิวะ พระศิวะ (คนไทยเรียกว่า พระอิศวร) เป็นบิดาของ พระพิฆเนศ มีชายาคือ พระแม่อุมาเทวี พระศิวะทรงเป็นมหาเทพผู้เป็นใหญ่ในจักรวาล หนึ่งใน ตรีมูรติ หรือ 3 มหาเทพสูงสุดแห่งศาสนาพราหมณ์-ฮินดู (พระพรหม พระวิษณุ พระศิวะ) พระองค์ทรงประทานพรวิเศษให้แก่ผู้หมั่นกระทำความดี และยึดมั่นในศีลธรรม หากผู้ใดประพฤติเพื่ออุทิศถวายแก่พระองค์แล้วปรารถนาสิ่งวิเศษใดๆ พระองค์ก็จะประทานพรนั้นๆให้ แต่เมื่อได้พรสมปรารถนาแล้ว วันหน้าหากกระทำผิดไปจากความดีงาม ผู้นั้นจะเกิดวิบัติในชีวิต พระศิวะเทพจะเป็นผู้ทำลายทันที มีความเชื่อกันว่าพระศิวะนั้น สามารถช่วยปัดเป่ารักษาเยียวยาอากาศเจ็บไข้ได้ป่วยต่างๆ ได้อย่างมหัศจรรย์นัก หากผู้ใดที่เจ็บป่วยหรือต้องการขอพรให้คนในครอบครัวหายเจ็บไข้ได้ป่วย ถ้ากระทำการบวงสรวงบูชาและขอพรจากพระศิวะ ก็มักปรากฏว่าความเจ็บไข้ได้ป่วยนั้นถูกปัดเป่าให้หายไปได้โดยสิ้นในเร็ววัน พระองค์เป็นเทพที่จะคอยขับไล่สิ่งชั่วร้ายให้ห่างไกล และทำให้เกิดความดีงามเป็นศิริมงคลเกิดขึ้น ผู้ที่มีความทุกข์ไม่ว่าจะเป็นในทางใด หากบวงสรวงบูชา ขอพรให้พ้นทุกข์ พระศิวะก็จะประทานพรให้ผู้นั้นได้พ้นจากห้วงแห่งความทุกข์ด้วยเช่นกัน กำเนิดของพระศิวะ -ยุคพระเวท เรื่องก็มีอยู่ว่า พระพรหม นั้น เกิดความรำคาญอกรำคาญใจเป็นอย่างยิ่งนัก ที่พระเสโทหรือเหงื่อผุดซึมทั่วพระวรกาย และยังไหลรินย้อยลงทั่วบริเวณพระพักตร์อีกด้วย ในวันอันร้อนอ้าวเช่นนั่น…

พระอุมา‎

การบูชา พระอุมา‎

พระอุมา พระอุมา‎ (เทวนาครี: सती) หรือพระศรีมหาอุมา หรือ ปารวตี เป็นมเหสีของพระอิศวร จึงนับว่าเป็นเทวนารีที่ยิ่งใหญ่ทีเดียวละ พระอุมานี้เป็นธิดาของ พระหิมวัต (เขาหิมาลัย) กับ นางเมนา หรือ เมนกา บุตรีแห่งเมรุ บางตำนานก็มีนิยายประกอบชาติปางก่อนของพระอุมาด้วย คือท้าวเธอถือกำเนิดเป็นพระสตี เป็นธิดาของพระทักษะและได้ตกเป็นมเหสีของพระอิศวร พ่อตากับลูกเขยไม่กินเส้นกันดังที่ผมจ้อไว้ในเรื่อง พระทักษะ แล้ว ความไม่กินสีกันนี้เองมีเหตุการณ์อันทำให้พระสตีเสียชีวิต พระอิศวรตรอมใจเลยออกประพฤติพรตเป็นโยคี ต่อมามียักษ์ตนหนึ่งชื่อ ตารกะ (ในรามเกียรติ์เรียกเป็นตรีปุรัม) บำเพ็ญตบะมีฤทธิ์เยอะ ทวยเทวดาเกรงว่ายักษ์ตนนี้จะก่อความวุ่นวาย ก็สัมมนากันในหัวข้อวิธีกำจัดยักษ์ตนนี้ ในที่สุดก็ได้ความว่า ต้องได้โอรสพระอิศวรไปปราบ แต่ติดขัดที่ชายาพระอิศวรสิ้นชีพไปแล้ว จะหาโอรสมาได้อย่างไรกัน เผอิญในหมู่เทวดาซุบซิบกันว่า พระสตีไปเกิดเป็นพระอุมาแล้ว จึงหกามเทพแผลงศรรักปักอก (ดูเรื่องกามเทพ) ด้วยวิธีการนี้เองพระอิศวรก็ได้โอรสชื่อ พระขันทกุมาร และปราบยักษ์ตนนี้ได้สำเร็จ เป็นเทวีในศาสนาฮินดู เป็นเจ้าแห่งความอุดมสมบูรณ์ ความรัก การอุทิศตน…

พระศิวะ

การบูชาพระอิศวร‎

พระอิศวร‎ พระศิวะ (คนไทยเรียกว่า พระอิศวร) เป็นบิดาของ พระพิฆเนศ มีชายาคือ พระแม่อุมาเทวี พระศิวะทรงเป็นมหาเทพผู้เป็นใหญ่ในจักรวาล หนึ่งใน ตรีมูรติ หรือ 3 มหาเทพสูงสุดแห่งศาสนาพราหมณ์-ฮินดู (พระพรหม พระวิษณุ พระศิวะ) บทบาทความสำคัญ พระศิวะทรงเป็นมหาเทพผู้เป็นใหญ่ในจักรวาล พระองค์จะทรงประทานพรวิเศษให้แก่คนผู้หมั่นกระทำความดี และยึดมั่นในศีลธรรมเท่านั้น หากผู้ใดประพฤติเพื่ออุทิศถวายแก่พระองค์แล้วปรารถนาสิ่งวิเศษใด ๆ ก็ให้พรนั้น พระศิวะจะประทานสิ่งวิเศษให้ในไม่ช้า แต่เมื่อได้พรสมปรารถนาแล้ว วันหน้าหากกระทำผิดไปจากความดีงามคนผู้นั้นจะเกิดวิบัติในชีวิต พระศิวะเทพผู้จะกลายเป็นเทพผู้ทำลายทันที มีความเชื่อกันว่าพระศิวะนั้นสามารถช่วยปัดเป่ารักษาเยียวยาอากาศเจ็บไข้ได้ป่วยต่าง ๆได้อย่างมหัศจรรย์นัก หากผู้ใดที่เจ็บป่วยหรือต้องการขอพรให้คนในครอบครัวหายเจ็บไข้ได้ป่วย หากบวงสรวงบูชาและขอพรจากพระศิวะ ก็มักปรากฏว่าความเจ็บไข้ได้ป่วยนั้นจะถูกปัดเป่าให้หายไปได้โดยสิ้นในเร็ววัน ผู้ที่มีความทุกข์ไม่ว่าจะเป็นในทางใด หากบวงสรวงบูชา ขอพรให้พ้นทุกข์ พระศิวะก็จะประทานพรให้ผู้นั้นได้พ้นจากห้วงแห่งความทุกข์ได้เช่นกัน กำเนิดของพระศิวะนั้น ปรากฏเป็นเรื่องที่แตกต่างกันออกไปในแต่ละยุคดังนี้ ยุคพระเวท เรื่องก็มีอยู่ว่า พระพรหม นั้น เกิดความรำคาญอกรำคาญใจเป็นอย่างยิ่งนัก ที่พระเสโทหรือเหงื่อผุดซึมทั่วพระวรกาย และยังไหลรินย้อยลงทั่วบริเวณพระพักตร์อีกด้วย…

พระวิษณุหรือพระนารายณ์

พระวิษณุ พระนารายณ์ พระวิษณุ (สันสกฤต: विष्णु วิษฺณุ) หรือที่รู้จักกันในพระนามอีกอย่างหนึ่งว่า พระนารายณ์ (สันสกฤต: नारायण นารายณ) เป็นหนึ่งในสามตรีมูรติ มีหน้าที่คุ้มครองแลดูแลรักษาทั้ง 3 โลกตามความเชื่อของชาวฮินดู จากคัมภีร์พราหมณ์ รูปร่างลักษณะมีพระวรกายจะมีสีที่เปลี่ยนไปตามยุค ฉลองพระองค์ดั่งกษัตริย์ มีมงกุฎทอง อาภรณ์สีเหลือง มี 4 กร ถือ สังข์ จักรสุทรรศน์ คทาเกาโมทกี แต่ที่จะพบเห็นได้บ่อยที่สุดคือถือ จักร์ สังข์ คทา ส่วนอีกกรจะถือ ดอกบัวบ้าง หรือ ไม่ถืออะไรเลยบ้าง (โดยจะอยู่ในลักษณะ”ประทานพร”) โดยปกติ พระวิษณุ จะทรงประทับอยู่ที่เกษียรสมุทร โดยส่วนมากจะบรรทมอยู่บนหลังพญาอนันตนาคราช โดยมีพระชายาคือพระแม่ลักษมีมหาเทวี คอยฝ้าดูแลปรนิบัติอยู่ข้าง ๆ เสมอ พาหนะของพระวิษณุคือ พญาครุฑ…

พระกฤษณะ

พระกฤษณะ เทพแห่งความรัก

พระกฤษณะ พระกฤษณะ (สันสกฤต: कृष्णอังกฤษ: Lord Krishna) เป็นเทวะองค์หนึ่งในศาสนาพราหมณ์-ศาสนาฮินดูโดยถือว่ารูปแบบอวตารของพระวิษณุ และเป็นตัวดำเนินเรื่องสำคัญในมหากาพย์เรื่อง “มหาภารตะ” มหากาพย์ที่ยิ่งใหญ่ของประเทศอินเดียและยังทรงเป็นต้นกำเนิดของคัมภีร์ภควัทคีตาหนึ่งในคัมภีร์สำคัญของคัมภีร์พระเวททั้งเป็นพระเจ้าสูงสุดของนิกายฮเรกฤษณะ พระกฤษณะ เทพแห่งความรัก มหาบุรุษจากมหากาพย์มหาภารตะ เรืองเล่าที่แสนจะสนุกสนาน กินใจและให้คติในการดำรงชีวิตนะคะ เรื่องเล่าถึงแม้จะหลายพันปี แต่ก็ยังมีคนอ่านสืบต่อกันมา จากรุ่นสู่รุ่น เหมือนสายน้ำที่ไหลทอดผ่านห้วงแห่งกาลเวลาอันเป็นนิรันดร์ ถือเป็นปางอวตารปางที่ 8 แห่งองค์พระนารายณ์นะคะ ท่ืานถือเป็นอวตารที่สำคัญมาก ๆ ปางหนึ่งแห่งพระนารายณ์ค่ะ  เชือกันว่าสามารถประทานพรให้คนสมหวังในความรัก เนืองจากเมือยามที่ท่านใช้ชีวิตบนโลกมนุษย์ ตำนานเล่าว่า ท่านมีนางสนมถึงกว่า 10,000 คนทีเดียวนะคะ ก็ถ้าคุณผู้ัอ่านยัง งง ๆ ว่าหมืนกว่าคนมีได้ไง ก็ต้องบอกว่าเป็นเรืองเล่าเป็นตำนานค่ะ แต่ถึงแม้ท่านจะมีนางสนม กำนัลมากขนาดไหน ท่านก็มีจิตใจรักมั่นต่อ นางราดานะคะ ซึ่งเป็นหญิงเลี้ยงวัว เป็นรักแรกแห่งพระกฤษณะค่ะ ความรักครั้งนั้นประทับใจและฝังอยู่ในใจตลอดจนชั้วอายุขัยเลยค่ะ กลับมาเรืองมหามันตราแห่งพระกฤษณะกันดีกว่านะคะ มันตราบทนี้สั้น ๆ…

เทวีในศาสนาฮินดูที่นิยมบูชา

เทวีในศาสนาฮินดู เทวีในศาสนาฮินดู – ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู เป็นศาสนาที่เก่าแก่ที่สุดในโลก ในตอนแรกเริ่มเรียกตัวเองว่า “พราหมณ์” ต่อมาศาสนาได้เสื่อมความนิยมลงระยะหนึ่งเนื่องจากอิทธิพลของศาสนาพุทธ จนมาในช่วงพุทธศตวรรษที่ 13 ศังกราจารย์ได้ปฏิรูปศาสนาโดยแต่งคัมภีร์เทพเจ้าลดความสำคัญของศาสนาพุทธ และนำหลักปฏิบัติรวมทั้งหลักธรรมของศาสนาพุทธมหายานบางส่วนมาใช้และฟื้นฟูปรับปรุงศาสนาพราหมณ์เป็นให้เป็นศาสนาฮินดูเนื่องจากหลักธรรมส่วนใหญ่ของศาสนาพุทธได้ประยุกต์มาจากศาสนาฮินดูเมื่อครั้งยังเป็นศาสนาพราหมณ์โดยเริ่มจากนิกายเถรวาทเมื่อครั้งพุทธกาล จนถึงนิกายมหายาน – วัชรยาน เมื่อ โดยคำว่า “ฮินดู” เป็นคำที่ใช้เรียกชาวอารยันที่อพยพเข้าไปตั้งถิ่นฐานในลุ่มแม่น้ำสินธุ และเป็นคำที่ใช้เรียกลูกผสมของชาวอารยันกับชาวพื้นเมืองในชมพูทวีป และชนพื้นเมืองนี้ได้พัฒนาศาสนาพราหมณ์โดยการเพิ่มเติมเทพเจ้าท้องถิ่นดั้งเดิมลงไป เนื่องจากเวลานั้นสังคมอินเดีย แตกแยกอย่างมากเนื่องจากอิทธิพลของพุทธศาสนาในประเทศอินเดียที่มีลักษณะเป็นกึ่งพหุเทวนิยม คือนิยมนับถือเทวดา ทำให้ทางตอนเหนือนับถือพระศิวะซึ่งเป็นเทพแห่งภูเขาหิมาลัย ทางตอนใต้ชาวประมงนับถือวิษณุซึ่งเป็นเทพที่ให้ฝนและพายุ ชาวป่านับถือพระนิรุทธ และตอนกลางนับถือพระพิฆเนศ คนอินเดียเวลานั้นเริ่มไม่นับถือศาสนาพราหมณ์เป็นจำนวนมากขึ้น เมื่อต้องการรวมชาติ เมื่อครั้งขับไล่ราชวงศ์โมกุลของอิสลามที่เข้ามายึดครองและสั่งเข่นฆ่าพระสงฆ์คัมภีร์และวัดในพระพุทธศาสนาจนแทบสูญสิ้นไปจากอินเดีย จึงรวมเทพเจ้าแต่ละท้องถิ่นต่างๆมารวมเป็นหนึ่งเดียวกันกับศาสนาพราหมณ์ แล้วเรียกศาสนาของใหม่นี้ว่า “ศาสนาฮินดู” เพราะฉะนั้นศาสนาพราหมณ์จึงมีอีก ชื่อในศาสนาใหม่ว่า “ฮินดู” จนถึงปัจจุบันนี้ เทวีในศาสนาฮินดู มีดังนี้ พระปารวตี‎,พระอุมา‎,มาตฤกา‎,กาลี,กุมารี,พระแม่คงคา,พระแม่ชคัทธาตรี,ดารา (เทพี),ตรีเทวี,ตุลสีในศาสนาฮินดู,นางลังกากินี,นางสีดา,พระแม่ปฤถวี,พระธรณี,พระภูเทวี,พระแม่ฉินนมัสตา,พระแม่เทวเสนา,พระแม่นวทุรคา,พระแม่นีลาเทวี,พระแม่เปะริยาจจิ,พระแม่ภวานี,พระแม่ราธา,พระแม่วัลลี,พระแม่ษัษฏี,พระแม่อันนปูรณา,พระลักษมี,พระแม่มนสาเทวี,มหาวิทยา,พระยมี,โยคินี,พระราณีสตี,พระแม่ศีตลาเทวี,พระแม่สันโดษี,พระสุรัสวดี,อีบูเปอร์ตีวี เทวีในศาสนาฮินดูที่เราบูชามี พระแม่อุมา ที่เป็นที่รู้จักกันอย่างมาก วันนี้เราจะพูดถึงประวัติความเป็นมาของ…

เทวดาในศาสนาฮินดู‎

เทวดาในศาสนาฮินดู‎ คือเทพที่ผู้คนศรัทธา

เทวดาในศาสนาฮินดู‎ เทวดาในศาสนาพราหมณ์หมายถึง “เทพเจ้า”   แต่คำว่าเทพที่ใช้ในศาสนาพุทธ จะใช้หมายถึง “เทวดา” ประเทศในอาเซียนที่นับถือศาสนาฮินดูมีดังนี้ -อินเดีย หมู่เกาะอันดามันและนิโคบาร์ (อินเดีย) ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู (71%) -ประเทศ ติมอร์ตะวันออก ติมอร์ตะวันออก ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู (2%) -อินโดนีเซีย เกาะบาหลี ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู (1.8%) -มาเลเซีย ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู (6.1%) -สิงคโปร์ ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู (4%) เทพ คือวิญญาณผู้เป็นใหญ่และมีอำนาจบนสวรรค์   ส่วนเทวดาคือ วิญญาณของมนุษย์ที่เสียชีวิตไปแล้วไปมีสภาพเป็นทิพย์อยู่บนสวรรค์ตามภพภูมิต่างๆ ศาสนาพราหมณ์-ฮินดูเชื่อว่าเทพหรือเทพเจ้านี้ มีอำนาจควบคุมความเป็นไปของชีวิตสรรพสิ่งต่างๆ และโลก สามารถทำให้ดีหรือร้าย  และหากคนไปวิงวอนขอให้ช่วยก็จะดลบันดาลให้เกิดสิ่งดีๆและปัดเป่าสิ่งไม่ดีออกไปได้   ฉะนั้นเทพเจ้าจึงอิทธิพลต่อวิธีชีวิตมาก เหล่าทวยเทพของฮินดู มีดังนี้ ศาสนาพราหมณ์มีการนับถือเทพหลายองค์ ได้แก่ พระวิษณุ พระศิวะ และพระพรหม เหตุผลที่สำคัญก็คือเทพเจ้าทั้งหมดมีฤทธานุภาพสามารถบันดาลทุกข์สุขให้กับมนุษย์บนพื้นโลกนั่นเอง สำหรับผู้ที่นับถือพระศิวะเป็นใหญ่ที่สุดจะมีชื่อเรียกว่า…

เทพนพเคราะห์

เทพนพเคราะห์ ประจำวันเกิด

เทพนพเคราะห์ แต่ละคนเมื่อเกิดมาจะมีเทวดานพเคราะห์ประจำวันเกิด และในแต่ละช่วงชีวิตเทวดานพเคราะห์จะหมุนเวียนเข้าเสวยอายุ กำหนดปีการเสวยอายุตามกำลังของเทวดาแต่ละองค์ ซึ่งจะส่งผลร้ายหรือดีต่อมนุษย์ขึ้นอยู่กับประเภทของเทวดานพเคราะห์ว่าเป็นฝ่ายบาปเคราะห์หรือศุภเคราะห์ หรือความเข้ากันได้หรือไม่กับเทวดาประจำวันเกิด เทพนพเคราะห์มีต้นกำเนิดมาจากโหราศาสตร์ฮินดูที่นับถือพระสุริยเทพ (พระอาทิตย์) ซึ่งมีเทพบริวารอีก 8 องค์ รวมเป็น 9 องค์ ถือว่าเป็นเทพที่ปกปักรักษาชีวิตของประชาชนตั้งแต่เกิดจนตาย ประกอบด้วย พระอาทิตย์ ทรงราชสีห์ เป็นเทพนพเคราะห์ที่มีอำนาจเหนือกว่าเทพนพเคราะห์ทั้งปวง พระจันทร์ ทรงม้า พระอังคาร ทรงมหิงสา พระพุธ ทรงคชสาร พระพฤหัสบดี ทรงกวาง พระศุกร์ ทรงโค พระเสาร์ ทรงพยัคฆ์ พระราหู ทรงพญาครุฑ และพระเกตุ ทรงนาค นอกจากนี้ยังได้จัดนิทรรศการพิเศษเรื่อง “รูปเทวดานพเคราะห์ยอดบัตร” เทพนพเคราะห์ คือ เทพทั้ง ๙ องค์ ผู้ครองเรือนชะตาของมนุษย์ มีต้นกำเนิดมาจากโหราศาสตร์ฮินดูที่นับถือพระสุริยเทพ (พระอาทิตย์) ซึ่งมีเทพบริวารอีก…