กามเทพ

กามเทพ

กามเทพ

กามเทพ (สันสกฤต: काम देव) เป็นเทพเจ้าในความเชื่อของศาสนาพราหมณ์ฮินดู ถือเป็นเทพเจ้าแห่งความรัก (กาม หมายถึง ความรัก ความปรารถนา) มีขอช้างเป็นอาวุธ ในวรรณคดีไทยเรียกว่า ขอกาม มีพรรณนาไว้ในวรรณคดีไทยสมัยอยุธยา

กามเทพของอินเดีย มีชื่อเรียกหลายชื่อ ได้แก่ อนังคะ (ไร้ตัวตน), กันทรรป, มันมถะ (ผู้กวนหัวใจ), มทนะ (มึนเมา), รติกานตะ (เจ้าแห่งฤดูกาล), ปุษปวาน หรือ กาม ก็มี

กามเทพนั้น มักจะบรรยายภาพเป็นชายหนุ่มรูปงาม มีปีก มีอาวุธเป็นคันธรและธนู คันศรนั้นทำมาจากลำอ้อย มีผึ้งตอม และลูกศรประดับด้วยดอกไม้หอม ๕ ชนิด มีสหายเป็นนกดุเหว่า นกแก้ว ผึ้ง ฤดูใบไม้ผลิ และสายลมเอื่อย ทั้งหมดล้วนเป็นสัญลักษณ์ของฤดูใบไม้ผลิ

ตามศิวปุราณะ กล่าวว่า กามเทพเป็นโอรสของพระพรหม ตำนานอื่นๆ เช่น สกันธปุราณะ ถือว่ากามเทพเป็นพี่ชายของประสุติ ทั้งสองเป็นโอรสของศตรุป โอรสของพระพรหม แต่ตำนานทั้งหมดเล่าตรงกัน ว่ากามเทพนั้น สมรสกับนางรตี ธิดาของประสุติและทักษะ บางตำนานเชื่อว่ากามเทพยังเคยเป็นอวตารหนึ่งของปรัทยุมนะ โอรสของพระกฤษณะ และนางรุกมิณี

คนไทยจะรู้จักคำว่า “มาร” ในรูปแบบของยักษ์ หรืออสุรกายที่ดุร้าย ตัวโต กำยำ ตัวเขียว มีเขี้ยวสีขาวอันใหญ่ มีกำลังมากและกินคนและสัตว์เป็นอาหาร เนื่องมาจากคติในพุทธศาสนาในเรื่องที่เล่าว่า สมัยพุทธกาล พระยามารมาผจญพระพุทธเจ้าหลายครั้งเพื่อขัดขวางมิให้พระองค์สำเร็จเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า หรือแม้แต่ตัวละครฝ่ายยักษ์ในวรรณคดีอันโด่งดังอย่างรามเกียรติ์เป็นต้น คนไทยจึงมีทัศนคติและจินตภาพว่า “มาร” คือ สิ่งชั่วร้าย อีกทั้งเป็นศัตรูของมนุษย์และเทพเทวดา

แต่คำว่า “มาร” ของคนอินเดียนั้น หมายถึง กามเทพ หรือเทพเจ้าแห่งความรัก ซึ่งตามคติความเชื่อของศาสนาฮินดูนั้น เชื่อว่าพระกามเทพยังมีอีกหลายพระนาม และ“มาร” ก็คือหนึ่งในพระนามของพระกามเทพ อีกด้วย

ตำนานการกำเนิดพระกามเทพก็มีมากมายหลายอย่าง บ้างก็พิจารณาจากคำศัพท์ในพระนามของพระกามเทพ ซึ่งคำว่า “มาร” ที่แปลว่า ผู้ผลาญ ประกอบกับบทสรรเสริญพระกามเทพในอถรรพเวทมีกล่าวว่าพระองค์คือพระอัคนี จึงทำให้บ้างก็เชื่อกันว่าพระกามเทพ คือ พระอัคคี

บ้างก็เชื่อว่า กามเทพเป็นโอรสพระธรรมราช (พระยม) กับนางศรัธทาผู้เป็นชายา บ้างว่าเป็นลูกพระลักษมี บ้างว่าเกิดจากพระหทัยแห่งพระพรหม (ผู้สร้าง) ด้วยความเชื่อเกี่ยวกับการกำหนดพระกามเทพที่มากมาย จึงทำให้พระนามของพระองค์นั้นมีมากตามไปด้วย

รูปร่างหน้าตาของพระกามเทพ

พระกามเทพ เป็นชายหนุ่มรูปงามและเป็นอธิบดีในหมู่อัปสร มีนกแก้วเป็นพาหนะ และถือธงซึ่งมีลักษณะพื้นธงเป็นสีแดงมีลายรูปมังกร อาวุธประจำกาย คือ ธนู ที่ทำด้วยต้นอ้อย มีสายเป็นตัวผึ้งร้อยต่อๆ กัน ส่วนลูกศรมีปลายเป็นดอกไม้

“มาร” หรือพระกามเทพ นั้น เป็นผู้ที่พลีชีพเพื่อความสุขและความรักแห่งทวยเทพมาจากเรื่องเล่าในปุราณะว่า ตั้งแต่พระสดีได้สิ้นชนมีพไป พระอิศวรมีความเสียพระทัยมาก จึงเสด็จไปเข้าฌานประพฤติพระองค์เป็น สันยาสี (ผู้เที่ยวภิกขาจาร เลี้ยงชีพด้วยการขอเขากิน ซึ่งคงเป็นนิสัยของพราหมณ์ พระอิศวร ผู้เป็นสันยาสีนั้นตั้งจิตมุ่งอยู่ตรงปรพรหมและนฤพาน) ซึ่งในขณะนั้นทวยเทพได้รับความเดือดร้อนอย่างหนัก

ต่อมาพระสดีได้มีกำเนิดใหม่เป็นบุตรีท้าวหิมาลัย ทรงนามว่า พระอุมาเหมเทวี หรือบรรพตี เหล่าเทวดาจึงคบคิดกันจะให้พระอุมาได้เป็นพระมเหสีพระอิศวร โดยให้พระกามเทพเป็นผู้ไปจัดการ

กามเทพจึงสั่งให้วสันต์ ผู้เป็นมิตรคู่ใจของตนเนรมิตดอกไม้ให้ผลิขึ้นเต็มไปหมดเพื่อสร้างบรรยากาศอันน่ารื่นรมย์และเชิญให้พระอุมาไปอยู่ ณ ที่อันควร แล้วพระกามเทพจึงยิงพระอิศวรด้วย บุษปศร (ศรที่ทำด้วยดอกไม้) แต่พระอิศวรทรงตกพระทัยและพิโรธจึงเกิดลืมพระเนตรที่สามขึ้น ซึ่งบันดาลให้เกิดเพลิงไหม้กามเทพสูญไป กามเทพจึงได้พระนามอีกอย่างหนึ่งว่า อนังคะ (ไม่มีตัว)

การปฏิบัติภารกิจครั้งนี้ของพระกามเทพเรียกได้ว่า “เป็นการสละชีพในหน้าที่ก็ว่าได้” แต่เพื่อให้ทวยเทพไม่ต้องเดือดร้อนจากการที่พระอิศวรและพระชายาไม่ได้ครองรักกัน และเพื่อความรักของเทพเจ้าผู้ยิ่งใหญ่ กามเทพจึงต้องปฏิบัติภารกิจให้ลุล่วงไปแม้ตนจะต้องสละชีวิตก็ตาม

ครั้นต่อมาเมื่อพระอิศวรคลายความพิโรธลงแล้วจึงโปรดให้กามเทพได้เกิดใหม่เป็น พระประทยุมน์ ผู้เป็นโอรสของพระกฤษณาวตาร และได้เป็นพระบิดาแห่งพระอนิรุทธ์ (อุณรุท) นักรบผู้ยิ่งใหญ่แห่งมหากาพย์มหาภารตะในภายหลัง

จากตำนานพระกามเทพข้างต้น จะเห็นว่าลักษณะของ กามเทพของฮินดู จะแตกต่างกับ กามเทพในปกรณัมของกรีก ซึ่งรู้จักกันในนามของ “คิวปิด” อยู่บ้าง แม้ว่า พระกามเทพของทั้งสองซีกโลกจะเป็นหนุ่มรูปงามเหมือนกัน แต่องค์ประกอบต่างๆ ของตัวเทพเจ้านั้นมีรายละเอียดที่ต่างกันไปตามวัฒนธรรมและความเชื่อของชนชาตินั้นๆ

เรื่องราวของ พระกามเทพ จากปกรณัมของทั้งโลกตะวันออกและโลกตะวันตกแม้ว่าจะถูกถ่ายทอดเนื้อหาแตกต่างกันออกไป และนามของเทพแห่งความรักก็ยังถูกกล่าวถึงหลายๆ ครั้ง ทั้งในวรรณกรรมและสื่อศิลปะต่างๆ อาทิ ประติมากรรม จิตรกรรม สื่อโฆษณา โทรทัศน์ เป็นต้น ทำให้สามารถเข้าใจได้ว่า มนุษย์ทั้งหลายไม่ว่าจะเชื้อชาติใด ชนชั้นใด ก็ย่อมมีความปรารถนาในเรื่องของความรักทั้งสิ้น ชื่อของกามเทพจึงเป็นที่สนใจและถูกกล่าวถึงเสมอ


Leave a Reply