พระพลราม

พระพลราม

พระพลราม

พระพลราม (เทวนาครี: बलराम) เป็นบุตรของพระวาสุเทพ นางเทวกี และโยคะนิทรา ได้ย้ายไปอยู่ในครรภ์ของนางโหหิณี ภรรยาอีกคนของพระวาสุเทพ ซึ่งอาศัยอยู่ที่หมู่บ้านโคกุล พระพลรามเป็นพี่ชายของพระกฤษณะ ในมหาสงครามทุ่งกุรุเกษตร พระพลรามได้วางตัวเป็นกลางไม่ยอมไปยุ่งเกี่ยวกับปาณฑพและเการพ ก็เพราะว่าภีมะ ในฝ่ายของปาณฑพ และทุรโยธน์ในฝ่ายของเการพ ต่างเป็นศิษย์ของพระพลรามด้วยกันทั้งคู่ สาเหตุที่พระพลรามเป็นอาจารย์ของภีมะและทุรโยธน์ ก็เพราะว่าโทรณาจารย์ได้ขอร้องให้ พระพลรามสอนวิชาตีตะบองให้กับภีมะและทุรโยธน์ อยู่มาวันหนึ่ง รุกมินได้ไปร่วมงานกับในงานพิธีหนึ่ง รุกมินได้พูดจาดูถูกเหยียดหยามพระกฤษณะและพระพลรามและก็ได้ถูกพระพลรามสังหาร ภรรยาของพระพลราม คือ นางเรวดี

ชาติกำเนิด

พระพลรามเป็นโอรสของวสุเทพ ในตอนวัยเยาว์ กังสะซึ่งเป็นพี่ชายของนางเทวกีต้องการจะฆ่าลูกทุกคนของพี่สาว เพราะมีคำพยากรณ์ว่าตนจะต้องตายเพราะลูกคนที่แปดของนาง ดังนั้น กังสะจึงจับนางเทวกีและวสุเทพไปขังไว้ และทยอยฆ่าลูกของทั้งสองเมื่อเกิดมา แต่โอรสองค์ที่เจ็ดนั้นถูกย้ายจากครรภ์ของนางเทวกีไปสู่ครรภ์ของนางโรหินี ซึ่งนางอยากจะได้เป็นบุตรของตน พระโอรสองค์นี้เอง คือ พลราม และมีชื่ออีกอย่างหนึ่งว่า สัมกรรษณะ เพราะถูกย้ายครรภ์นั่นเอง (นี่แสดงว่าความคิดเรื่องการย้ายครรภ์มีมาช้านานเป็นพันปีมาแล้ว)

พระโอรสองค์นี้เดิมก็เรียกแต่ว่า ราม ทว่าด้วยความที่ทรงมีพละกำลังมหาศาล จึงมีสมญาว่า รามผู้ทรงพลัง หรือ พลราม หลังจากพระนางโรหินีได้คลอดพระพลรามออกมา ก็เลี้ยงดูเป็นอย่างดี

วัยเยาว์

อยู่มาวันหนึ่ง นันทมหาราชได้อาราธนาให้พระครรคมุนี ซึ่งเป็นพราหมณ์ประจำตระกูลมาช่วยตั้งชื่อพระพลราม และพระกฤษณะผู้น้อง เมื่อมาถึง พระมุนีเตือนว่ากังสะเที่ยวหาโอรสของนางเทวกีอยู่ และหากตนทำพิธีอย่างโจ่งแจ้ง ก็จะรู้ไปถึงกังสะได้ นันทมหาราชจึงขอให้ท่านมุนีทำพิธีในที่รโหฐาน และแล้วท่านมุนีก็ตั้งชื่อมาสามชื่อ คือ ราม พลราม และสัมกรรษณะ ดังกล่าวมาข้างต้น

ในวัยเยาว์ พระพลรามเป็นเด็กเลี้ยงโคเช่นเดียวกับพระกฤษณะ ซึ่งเป็นทั้งน้องและเพื่อน ทรงสังหารเธนุกาสูร ผู้แปลงกายมาเป็นลา ที่กังสะส่งมา หลังจากนั้นก็ยังได้สังหารมุษฏิกะ นักปล้ำที่กังสะส่งมาอีก ภายหลังก็ได้สังหารกังสะจนตาย ครั้นกังสะตายแล้ว พระพลรามและพระกฤษณะก็ไปศึกษาเล่าเรียนกับพระฤษี ภายหลังได้วิวาห์กับนางเรวตี ธิดาขของท้าวเรวัต

วัยหนุ่ม

มีตำนานเล่าต่อว่า ชายาของพลรามก็คือ นางเรวตี (เรียกแบบไทยๆ ก็คือ เรวดี) ธิดาของท้าวเรวตะ หรือ เรวัต พระนางซื่อสัตย์ต่อสามีมาก และมีความงามอย่างเลิศ พระบิดาเคยเข้าเฝ้าพระพรหม เพื่อทูลถามว่าจะมอบนางแก่ชายใดที่คู่ควร พระพรหมตอบว่า ให้มอบแก่พลราม ซึ่งเป็นอวตารของพระพรหมนั่นเอง

พลรามาเป็นครูคนสำคัญ จึงได้ชื่อว่าเป็น “อทิคุรุ” ได้เป็นอาจารย์สอนศิลปะการรบด้วยหอกแหลนให้แก่ทุรโรธน์แห่งเการพ และภีมะแห่งปาณฑพ แต่ครั้นเมื่อเกิดสงครามระหว่างเการพ และปานฑพ พลรามกลับตัดสินใจวางตัวเป็นกลาง เพราะทรงผูกพันกับทั้งสองฝ่าย จึงมีสมญานามอีกอย่างหนึ่ง “พันธุปรีตยา” คือ ผู้มีที่รักคือญาติ (ผู้รักญาติ) ในการรบดังกล่าวนั้น ในที่สุดแล้ว ภีมะซึ่งมีกำลังเข้มแข็งกว่าทำเอาชนะทุรโยธน์ผู้ชำนาญการรบได้ โดยพุ่งแหลนเข้าใต้สะดือ ซึ่งเป็นการผิดกติกาการต่อสู้ด้วยแหลน พลรามจึงพยายามจะสังหารภีมะ แต่พระกฤษณะได้ห้ามเอาไว้ เพราะภีมะเคยสาบานเอาไว้ว่า จะฆ่าทุรโยธน์โดยการบดขยี้อวัยวะที่เคยเผยให้นางเทราปติ ชายาของตน

พลรามผู้นี้ติดสุราอย่างหนัก เช่นเดียวกับนางเรวตี จนได้ชื่อว่า “หลีปริยา” (ผู้มีที่รักคือสุรา) มีคำกวีกล่าวพรรณนาไว้ว่า เหล้าที่พลรามดื่ม มีแววตาของนางเรวตีสะท้อนอยู่ พลรามจึงไม่ยอมเลิกสุรา (แต่ในที่สุดก็เลิกได้) คราหนึ่ง ขณะกำลังเมา พลรามได้เรียกแม่น้ำยมุนาให้มาหา เพื่อตนจะได้อาบน้ำ แต่พระนางไม่ยอมมาหา จึงขว้างคันไถลงไปในแม่น้ำ และลากน้ำตามขึ้นมา กระทั่งสายน้ำกลายร่างเป็นมนุษย์ และขออภัย

ขณะที่เกิดสงครามในระหว่างญาติทั้งสองฝ่ายนี้พลรามได้ปลีกตัวเพื่อแสวงบุญยังแม่น้ำสรัสวตี และสถานศักดิ์สิทธิ์ริมฝั่งน้ำที่อื่นๆ ครั้นเมื่อไปถึงป่าไนมิษะ ก็มีฤษีมุนีทั้งหลายมาต้อนรับด้วยความเคารพ ยกเว้นแต่สูตะ ที่ไม่ได้มาต้อนรับ พลรามจึงโกรธและสังหารฤษีตนนั้นด้วยใบหญ้ากุศ (หญ้าคา) ซึ่งมีใบคมกริบ พระองค์จึงต้องไปชำระบาปเพราะการฆ่าพราหมณ์เป็นบาปอย่างยิ่ง นั่นคือ เดินทางไปยังสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ทุกแห่งทั่วดินแดนภารตวรรษ การบำเพ็ญพรตเช่นนี้ เรียกว่า ปรายัศจิตตะ และด้วยเหตุนี้เอง พลรามจึงต้องเลิกสุราไปในที่สุด

พลรามยังมีสมญานามอีกอย่างหนึ่งว่า “ลางคลี” หมายถึง ผู้แบกคันไถ เพราะอาวุธสำคัญของท่านก็คือ คันไถ (บางตำนานว่าเป็นแต่ส่วนผาลไถ หรือส่วนใบมีดของคันไถ ไม่ใช่คันไถทั้งคัน)

ความพ้นไปของพลราม

เล่าไว้ในภาควตะ ปุราณะว่า พลังจากพลรามได้เข้าร่วมในสงคราม ซึ่งทำลายวงศ์ยทุทั้งหมด และหลังจากได้เห็นว่ากฤษณะหายไป พระพลรามก็นั่งภาวนา แล้วก็เสด็จไปจากโลก บ้างก็ว่ามีงูใหญ่สีขาวออกมาจากปากของพลราม ซึ่งเป็นที่มาของตำนานที่ว่าพระองค์เป็นอวตารของเศษนาค หรือ อนันตนาคราช

สถานที่ซึ่งพลรามเสด็จไปจากโลก อยู่ในเมืองคุราช และมีถ้ำแห่งหนึ่ง ที่งูตัวนั้นเลื้อยเข้าไป แล้วลงไปยังที่สถิตในโลกบาดาล

ผู้ศรัทธาพระพลราม มักจะวาดภาพพระองค์ให้มีสีผิวขาวผ่อง ตรงกันข้ามกับพระกฤษณะที่มีสีดำหรือน้ำเงินเข้ม อาวุธนั้นมักวาดเป็นคันไถหรือคทา ส่วนเครื่องแต่งกายนั้นทรงอาภรณ์สีน้ำเงิน ด้วยเหตุนี้จึงมีสมญานามอีกอย่างว่า นีลามพร หรือ นีลพัสตร์ ทรงสวมพวงมาลัยดอกไม้ป่า ผมเกล้ามวย สวมห่างหู กำไลแขน กำไลข้อมือ

การบูชาพระพลราม

โดยมากผู้ศรัทธามักจะบูชาพระพลรามพร้อมกับพระกฤษณะ และมีเทวาลัยหลายแห่งในอินเดียที่มีรูปวาดหรือรูปปั้นของเทพทั้งสองคู่กัน


Leave a Reply