พระวิศวกรรม

ประวัติความเป็นมาของพระวิศวกรรม

พระวิศวกรรม

พระวิศวกรรม หรือเรียกได้อีกหลายชื่อว่า พระวิษณุกรรม, พระวิสสุกรรม, พระเวสสุกรรม หรือ พระเพชรฉลูกรรม เป็น เทวดานายช่างใหญ่ของพระอินทร์ ตามตำนานกล่าวว่า เป็นผู้สร้างเครื่องมือ สิ่งของต่าง ๆ ให้เกิดขึ้น และเป็นแบบอย่างให้กับมนุษย์สืบมา

พระวิศวกรรมรับเทวโองการต่าง ๆจากพระอินทร์ เพื่อสร้าง อุปกรณ์ สิ่งของ อาคาร ต่าง ๆ มากมาย เป็นผู้นำวิชาช่าง มาสอนแก่มนุษย์ นับแต่นั้นมามนุษย์จึงรู้จักการสร้างและใช้งานสิ่งของต่าง ๆ จนมีการพัฒนารูปแบบมาจนถึงปัจจุบันนี้

ช่างไทยแขนงต่าง ๆ ให้ความเคารพบูชาพระวิศวกรรมในฐานะครูช่าง หรือเทพแห่งวิศวกรรมของไทย โดยเรามักพบเห็นรูปจำลององค์ท่านได้บ่อย ๆ ตามสถานศึกษาทางช่างทุกสถาบัน โดยนิยมสร้างอยู่สองท่า คือ ท่าประทับนั่งห้อยพระบาท พระหัตถ์ข้างหนึ่งถือ ผึ่ง (จอบสำหรับขุดไม้) และอีกข้างถือ ดิ่ง และท่าประทับยืนมือขวาถือไม้เมตรหรือไม้วา มือซ้ายถือลูกดิ่งและไม้ฉาก

ที่มาขององค์พระวิษณุกรรมทั้ง 2 ท่านี้ พอขยายความได้ว่า หากสถาบันใดเปิดสอนวิชาชีพช่างก่อสร้าง มักอยู่ในท่ายืนมือถือลูกดิ่งและไม้เมตรหรือไม้วาอันเป็นเครื่องมือของช่างก่อสร้างมาแต่สมัยโบราณซึ่งช่างทั้งหลายทราบดีว่าเป็นเครื่องมือสำหรับวัดระยะ วัดความเที่ยงตรง แต่สิ่งที่นอกเหนือไปจากนั้นยังแฝงไปด้วยปรัชญาในการดำเนินชีวิต คือความแม่นยำ เที่ยงตรง ไม่เอนเอียงในทางปฏิบัติ ซึ่งเป็นที่มาของช่างที่ดี คือความมีคุณธรรมประจำใจ หากสถาบันใดเปิดสอนวิชาชีพสาขาอื่นๆ ที่ไม่ใช่ช่างก่อสร้างอยู่ด้วย มักจะใช้ท่านั่ง เข้าใจว่าผู้สร้างคงจะชี้ให้เห็นเด่นชัดถึงสถาบันผู้ผลิตช่างก่อสร้าง อันเป็นช่างเก่าแก่มีมาแต่ก่อนแล้ว

กลุ่มผู้บูชาที่เน้นพิธีกรรม เช่น เน้นทางพิธีพราหมณ์ต่าง ๆ หรือการไหว้ครูในทางดุริยศิลป์จึงมักเรียกท่านว่า พระเพชรฉลูกรรม หรืออาจเรียกท่านว่า พระฤาษีเพชรฉลูกรรม ส่วนตวัสฤนั้น คาดว่าคงจะมาจาก Tvasti ซึ่งมาจากภาษาสันสฤต และมักจะมีความหมายถึงพระวิษณุกรรมเช่นกัน บทสวดที่มาจากภาษาฮินดูโบราณที่เสียงคล้ายกับบทสวดในคัมภีร์ฤคเวท บทสวดที่เป็นภาษาฮินดูโบราณนี้มักใช้มากในประเทศเขมร เพราะราวช่วงที่เขมรรุ่งเรืองในยุคของนครวัด หรือประมาณ คริสตศักราช ๑๑๐๗ –๑๑๗๗ (ประมาณ พศ ๑๖๐๐) นั้น มีการบูชาพระวิษณุกรรมอย่างกว้างขวางเพราะเขมรสมัยนั้นได้รับอิทธิพลจาก ฮินดูค่อนข้างมากทำให้การบูชาพระวิษณุกรรมในไทยได้รับอิทธิพลมาจากเขมรบ้างในบางพิธี ซึ่งในปัจจุบันนี้ก็ยังมีบางสถาบันที่ยังใช้บทสวดที่เป็นภาษานี้อยู่ เช่น บทสวดที่ขึ้นว่า “….โอม สะศาง ขะจักรัม สะกิริฎะกุณตะลัม สิปตะวัสตรัม….”
ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับ พระวิษณุกรรม และ พระวิษณุ

คนไทยเรียกพระวิศวกรรมว่า ‘พระวิษณุกรรม’ และในที่สุดได้กร่อนลงเหลือเพียง ‘พระวิษณุ’ ซึ่งเป็นชื่อของเทพที่คนไทยรู้จักกันในฐานะหนึ่งใน ๓ เทพสำคัญของศาสนาฮินดู อันได้แก่ พระพรหม พระวิษณุ หรือพระนารายณ์ และพระศิวะ ทำให้หลายคนเข้าใจว่าพระวิษณุเป็นเทพแห่งวิศวกรรม ซึ่งเป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน ในพระไตรปิฎก (อรรถกถา) กล่าวว่า ท่านเป็นผู้สร้างอาศรมให้แก่พระโพธิสัตว์หลายพระองค์ (ก่อนที่จะอุบัติเป็นพระพุทธเจ้า) เช่นในพระเวสสันดรชาดก เป็นผู้สร้างบันไดเงิน บันไดทอง บันไดแก้ว ทอดจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ลงมายังโลกมนุษย์ที่เมืองสังกัสสนคร ซึ่งเป็นเส้นทางที่พระพุทธเจ้าใช้เสด็จลงจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ (หลังจากเสด็จขึ้นไปโปรดพุทธมารดาบนสวรรค์ในช่วงเข้าพรรษา)

นอกจากจะเป็นสถาปนิกและเป็นวิศวกรด้านโยธาและสำรวจ ดังจะเห็นได้จากผลงาน ๒ ประการที่ว่านี้แล้ว พระวิศวกรรมายังเป็นวิศวกรเครื่องกลอีกด้วย กล่าวคือ ท่านเป็นผู้สร้างวาฬสังฆาตยนต์ ซึ่งเป็นกงล้อหมุนรอบองค์พระสถูป ปกปักรักษาป้องกันมิให้บุคคลเข้าใกล้พระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้า เมื่อครั้งที่พระเจ้าอชาตศัตรูได้รับส่วนแบ่งพระบรมสารีริกธาตุหลังพุทธปรินิพพานและอัญเชิญไปประดิษฐานไว้ในองค์พระสถูปที่ว่านี้ กรุงเทพมหานคร อมรรัตนโกสินทร ฯ มหาสถาน อมรพิมานอวตารสถิต สักกะทัตติยวิษณุกรรมประสิทธิ์” หมายถึง กรุงเทพมหานคร เมืองแห่งเทวดานั้น พระวิษณุกรรม เป็นผู้สร้าง ตามพระบัญชาของพระอินทร์

ชาวไทยได้รับอิทธิพลทางวัฒนธรรม และการสืบทอดประเพณีบางอย่างมาจากอินเดีย ซึ่งนับถือว่าพระวิศวกรรมาเป็นเทพแห่งช่าง เป็นผู้สรรค์สร้าง หรือเป็นผู้ดลบันดาลให้เกิดการสรรค์สร้างประดิษฐกรรมต่าง ๆ ในโลก เราจึงบัญญัติศัพท์ภาษาต่างประเทศ “ENGINEERING” ซึ่งเป็นศาสตร์แห่งช่าง ใช้ในภาษาไทยว่า “วิศวกรรมศาสตร์” หมายถึง “ศาสตร์ที่มีพระวิศวกรรมา (เทวดาแห่งช่าง ) เป็นครู”

ตำนานเกี่ยวกับกำเนิดของพระวิษณุกรรมนั้นไม่ชัดเจนและแตกต่างกันออกไปตามความเชื่อ ตามคัมภีร์ฤคเวทซึ่งเป็นคัมภีร์โบราณของอินเดียเป็นเอกสารที่จารึกเรื่องราวของพระวิษณุกรรมไว้ เป็นลายลักษณ์อักษรมากกว่าตำนานต่าง ๆ ได้กล่าวไว้ว่าพระวิศวกรรมเป็นโอรสของพระประภาสและพระนางโยกสิฎฐา ทั้งบิดาและมารดาของพระวิษณุกรรมนั้นเป็นผู้ที่ใหญ่ที่มีอิทธิพลมาก เพราะว่าพระประภาสเองก็เป็นถึงหนึ่งในวสุเทพบริวารของพระอินทร์ วสุเทพนี้ มีด้วยกัน ๘ องค์ คือ ๑) ธรณี (ดิน)๒) อาป(น้ำ) ๓) อนิล(ลม) ๔)อนล(ไฟ) ๕)องค์โสม(จันทร) ๖) ธรุระ(ดาว) ๗)ประรัตยูร(รุ่ง) และ ๘ ประภาส(แสง)ส่วนพระนางโยกสิฏฐานั้นก็เป็นน้องสาวของพระพฤหัสบดี เป็นมหาคุรุเทพผู้เป็นครูของเทวดาทั้งหลายในกลุ่มของเทวดานพเคราะห์ทั้งหมด

ในทางพระพุทธศาสนามีความเชื่อว่าพระวิษณุกรรมคือเพื่อนของพระมาฆมานพ ตามตำราบอกว่า พระมาฆมานพนั้นอยู่ที่ตำบลจุลคาม แคว้นมคธ เมื่อครั้นยังมีชีวิตอยู่ได้ร่วมมือกันทำสาธารณประโยชน์ไว้มากมาย เช่น ได้ทำการแผ้วถางทางเพื่อสร้างทางเดิน ให้ผู้คนในหมู่บ้าน ในขณะที่สร้างก็มีคนมาถามไถ่ว่าจะสร้างทางไปไหนหรือท่าน ? มาฆมานพก็ตอบไปแบบใสใสว่ากำลังว่าสร้างทางไปสวรรค์อยู่ บรรดาพวกที่ถามก็เลยเกิดอาการถูกชะตา ดวงตาเห็นธรรมขึ้นมาทันที รีบไปรวบรวมผู้คนที่มีอุดมการณ์เดียวกันจนได้กำลังคนมา ๓๓ คน ซึ่งต่อมาทั้ง ๓๓ คนนั้นก็เลยมาร่วมด้วยช่วยกันสร้างศาลาเพื่อเป็นทางไว้ไปสวรรค์ โดยที่การสร้างศาลานั้น มาฆมานพได้ไปเชิญช่างไม้ที่มีความสามารถผู้หนึ่งมาเป็นนายงาน นายช่างไม้ผู้นี้ก็ได้แสดงวิทยายุทธจนเป็นที่ประจักษ์แก่สายตาของคนในหมู่บ้าน ในที่สุดศาลาหลังนั้นก็สำเร็จงดงามเป็นประโยชน์แก่ผู้สัญจรไปมาด้วยการกระทำของมาฆมานพซึ่งรับบทเป็นผู้กำกับและนายช่างไม้ที่รับบทเป็นช่างก่อสร้างรวมทั้งบรรดาคนงานที่มาช่วยอีก ๓๓ คน เลยทำให้อานิสงส์ของกุศลดังกล่าวส่งให้เหล่าคนงานที่มาร่วมด้วยช่วยกันนั้นกลายเป็นเทพยดาในสรวงสวรรค์ เมื่อถึงแก่กรรม ส่วนมาฆมานพก็กลายเป็นพระอินทร์ และนายช่างก็ได้ไปเกิดเป็นเทพแห่งการช่างของสรวงสวรรค์ ชื่อพระวิษณุกรรม หรือ พระวิศวกรรม

ในพระพุทธศาสนานั้นเชื่อว่าพระวิษณุกรรมมีหน้าที่คอยรับใช้พระอินทร์เสมอ เมื่อพระอินทร์ใคร่จะสร้างเทวาลัยสถานที่ หรือสิ่งหนึ่งสิ่งใด พระวิษณุกรรมก็มีหน้าที่รับภาระสนองจัดสร้างให้ตามที่พระอินทร์ต้องการ ดังปรากฏเรื่องราวของพระวิษณุกรรมในวรรณคดีหลายเรื่อง เช่น เรื่องพระเวสสันดรชาดก เมื่อพระเวสสันดรเสด็จไปอยู่เขาวงกตไม่มีศาลาที่อาศัย องค์พระวิษณุกรรมก็ลงมาเนรมิตอาศรมให้

ส่วนการกำเนิดของพระวิศวกรรมที่ปรากฏในพงศาวดารเขมร กลับไม่ซ้ำกับทั้งทางความเชื่อของพุทธ พราหมณ์ หรือ ฮินดูเลย เขมรเชื่อว่าพระวิษณุกรรมนั้นเป็นบุตรของชาวจีนจากเซียงไฮ้ที่ยากจนคนหนึ่งชื่อหลิมเสงกับนางทิพยสุดาจันทร์ผู้เป็นนางฟ้าที่พระอินทร์ สาปให้มาเป็นภรรยาของนายหลิมเสง ต่อมานางทิพสุดาจันทร์ได้เหาะกลับสวรรค์และนำพระวิสสุกรรมกลับขึ้นไปเข้าเฝ้าพระอินทร์ด้วย เมื่อรู้จักกันแล้วพระอินทร์เห็นว่า วิสสุกรรม หรือ โปปูสโนการ ชอบงานทางช่างจึงโปรดให้เทพบุตรสอนงานช่างให้ พร้อมทั้งอนุญาตให้นำความรู้ไปเผยแพร่สั่งสอนมนุษย์ที่นับถือศาสนาพุทธ จะเห็นว่ารูปปั้น เก่า ๆ ขององค์พระวิษณุกรรมมักขุดพบในประเทศเขมร


Leave a Reply