พระอุมา‎

การบูชา พระอุมา‎

พระอุมา

พระอุมา‎ (เทวนาครี: सती) หรือพระศรีมหาอุมา หรือ ปารวตี เป็นมเหสีของพระอิศวร จึงนับว่าเป็นเทวนารีที่ยิ่งใหญ่ทีเดียวละ พระอุมานี้เป็นธิดาของ พระหิมวัต (เขาหิมาลัย) กับ นางเมนา หรือ เมนกา บุตรีแห่งเมรุ บางตำนานก็มีนิยายประกอบชาติปางก่อนของพระอุมาด้วย คือท้าวเธอถือกำเนิดเป็นพระสตี เป็นธิดาของพระทักษะและได้ตกเป็นมเหสีของพระอิศวร พ่อตากับลูกเขยไม่กินเส้นกันดังที่ผมจ้อไว้ในเรื่อง พระทักษะ แล้ว ความไม่กินสีกันนี้เองมีเหตุการณ์อันทำให้พระสตีเสียชีวิต พระอิศวรตรอมใจเลยออกประพฤติพรตเป็นโยคี ต่อมามียักษ์ตนหนึ่งชื่อ ตารกะ (ในรามเกียรติ์เรียกเป็นตรีปุรัม) บำเพ็ญตบะมีฤทธิ์เยอะ ทวยเทวดาเกรงว่ายักษ์ตนนี้จะก่อความวุ่นวาย ก็สัมมนากันในหัวข้อวิธีกำจัดยักษ์ตนนี้ ในที่สุดก็ได้ความว่า ต้องได้โอรสพระอิศวรไปปราบ แต่ติดขัดที่ชายาพระอิศวรสิ้นชีพไปแล้ว จะหาโอรสมาได้อย่างไรกัน เผอิญในหมู่เทวดาซุบซิบกันว่า พระสตีไปเกิดเป็นพระอุมาแล้ว จึงหกามเทพแผลงศรรักปักอก (ดูเรื่องกามเทพ) ด้วยวิธีการนี้เองพระอิศวรก็ได้โอรสชื่อ พระขันทกุมาร และปราบยักษ์ตนนี้ได้สำเร็จ

เป็นเทวีในศาสนาฮินดู เป็นเจ้าแห่งความอุดมสมบูรณ์ ความรัก การอุทิศตน ตลอดจนพลังอำนาจศักดิ์สิทธิ์ ถือกันว่า พระนางเป็นด้านอ่อนโยนและเอาใจใส่ของศักติ พระนางยังแสดงพระองค์เป็นหลายด้าน เรียกว่า “ปาง” แต่ละปางเป็นที่รู้จักด้วยหลายชื่อหลายเรื่องราว พระนาง พร้อมด้วยพระลักษมี เทวีแห่งความมั่งคั่งรุ่งเรือง และพระสรัสวดี เทวีแห่งความรู้ ประกอบกันเป็นองค์สาม (trinity) ของเทวีฮินดู เรียกว่า ตรีเทวี

พระอุมา‎ เป็นธิดาของท้าวหิมวัตและพระนางเมนกา พระอุมาเป็นชายาขององค์พระศิวะบรมเทพแห่งสวรรค์ มีพระโอรส 2 พระองค์ คือ พระบรมเทพขันทกุมาร ซึ่งเป็นเทพเจ้าแห่งการสงคราม และ พระบรมเทพศรีมหาคเนศ ซึ่งเป็นเทพเจ้าแห่งการขจัดอุปสรรคทั้งมวล พระอุมานั้นทรงมีหลายปางด้วยกันแต่ปางที่เป็นที่รู้จักมากคือ

1.ปางพระแม่กาลี (พะนางกรีกกาลราตรี) โดยมีลักษณะดังนี้ มี 10 พระกร ถืออาวุธครบมือ แลบลิ้นยาวถึงทรวงอก เครื่องประดับเป็นหัวกระโหลก สังวาลเป็นงูมีลักษณะดุร้าย

2.พระศรีมหาทุรคาเทวีโดยมีลักษณะดังนี้ มี 8 ถึง 12 พระกร ลักษณะดุทรงเสื้อ เทศกาลที่มีการบูชาพะอุมาคือเทศกาลนวราตรีคุเซราห์

บางตำนานกล่าวว่า พระอุมา เดิมกำเนิดในร่างมนุษย์ นามว่า สตี เป็นธิดาของพระทักษะประชาบดี มีพระขนิษฐาพระนามว่าพระคงคา ได้เป็นชายาของพระศิวะ ที่ทรงอวตารลงมาในภาคของมุนีภพ ไว้ผมหนวดเครารุงรัง นำกระดูกมาร้อยเป็นสังวาลสวมคอ นอนตามป่าช้า มีกลิ่นตัวเหม็นสาบ เป็นที่รังเกียจของพระทักษะ แต่ด้วยบารมีของพระนางสตี จึงมองเห็นรูปกายที่แท้จริงว่าพระมุนีองค์นี้ ว่าเป็นภาคหนึ่งขององค์พระศิวะ

ด้วยความรังเกียจ พระทักษะประชาบดี จึงได้ลบหลู่เกียรติของพระศิวะในงานพิธี พระนางสตีจึงทรงเข้าตบะเพื่อขับเพลิงออกมาจากร่าง เพื่อสังหารพระองค์เอง (บางตำรากล่าวว่า พระนางกระโดดเข้ากองไฟ) ด้วยความพิโรธ พระศิวะทรงส่งอสูรชื่อ วีรภัทร ไปทำลายงานพิธี และตัดศีรษะพระทักษะประชาบดี ต่อคืนด้วยหัวแพะที่ใช้บูชายัญในพิธีนั้น พระศิวะทรงเศร้าโศกเสียใจด้วยความรักที่มีต่อพระนางสตี จึงทรงทรงพาร่างของพระนางสตีออกไปจนสุดจักรวาล และบำเพ็ญพรตบารมีอยู่เป็นเวลานาน ต่อมาพระนางได้กลับมาเกิดเป็นธิดาของท้าวหิมวัตและพระนางเมนกา และเป็นชายาของพระศิวะอีกครั้ง ในร่างของพระอุมาเมวี

ชาวอินเดียที่นับถือพระศิวะ และ พระอุมา มีพิธีกรรมที่เรียกว่า สตี เมื่อสามีเสียชีวิต ภรรยาจะฆ่าตัวตายตามโดยกระโดดเข้ากองไฟ เพื่อบูชาความรักและการเสียสละของพระนางสตี ที่มีต่อพระศิวะ ในบางครั้งภรรยาของผู้ตายไม่ยินยอมเข้าพิธีสตี ก็ยังถูกญาติพี่น้องของสามี บังคับให้เผาตัวตายตาม พิธีบูชายัญนี้ถูกระงับไปเมื่ออินเดียตกอยู่ในการปกครองของอังกฤษ ในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 18

เชื่อกันว่าอำนาจแห่งพระอุมานั้น ยิ่งใหญ่หาสิ่งใดเทียบเทียมได้ ทรงมอบอำนาจวาสนาและความเป็นใหญ่ให้แก่ผู้บูชา ทรงประทานชัยชนะเหนือศัตรู ประทานกำลังวังชาความสามารถเพื่อทำกิจต่างๆ ให้ลุล่วง ทรงทำลายสิ่งชั่วช้าชั่วร้าย คนชั่ว และผู้เบียดเบียนชีวิตของผู้บูชา ตลอดจนประทานบริวาร อำนาจในการปกครอง และบารมีแก่ผู้หญิง พระองค์ยังทรงประทานพรด้านความสมบูรณ์ ความอิ่มเอม ความผาสุกในการครองเรือน ครอบครัวที่เปี่ยมสุข ประทานบุตรที่ดี รวมทั้งประทานปัจจัยที่เพียบพร้อมในการเลี้ยงดูบุตรให้เติบโตขึ้นเป็นคนดี ทรงคุ้มครองหญิงตั้งครรภ์ให้คลอดง่าย ตลอดจนการคุ้มครองผู้ศรัทธาให้ปลอดภัยจากภยันตรายทั้งปวง ทรงดลบันดาลให้ผู้บูชาได้รับความนับถือศรัทธา การยำเกรงจากผู้คนทั่วไป ทรงให้การช่วยเหลือผู้ประพฤติดีเสมอ

เทศกาลสำคัญแห่งการบูชาพระอุมาเทวี คือ เทศกาลนวราตรี (Nava ratri) ซึ่งตรงกับวันขึ้น 1-9 ค่ำ เดือน 11 โดยในประเทศอินเดียจะมีการประกอบพิธีบูชาพระมาเทวีในอวตารต่างๆ อย่างยิ่งใหญ่ วันละ 1 ปาง เรียงตามลำดับคือ มหากาลี , ทุรคา หรือมหิษาสุรมรรทินี , จามุณฑา , กาลี , นันทา , รักธาฮันตี , สัคคมพารี , ทุรคา และลัคภรมารี เพื่อระลึกถึงการประหารอสูรที่สำคัญต่างๆ ระหว่างนี้ผู้บูชาจะต้องถือพรต กินอาหารมังสวิรัติ บางท้องที่ต้องถือศีลอด

มีการถวายเครื่องสังเวยอย่างอลังการ สรงน้ำองค์เทวรูป สวดมนต์บูชาตลอดวันตลอดคืน และในวันที่ 9 จะมีการอัญเชิญเทวรูปสำคัญออกจากเทวาลัยไปแห่แหนรอบเมืองให้ประชาชนได้สักการบูชาด้วย นอกจากการกระทำการสักการบูชาแล้ว เรายังสามารถประกอบกุศลเพื่อถวายกุศลบูชาแด่พระอุมาเทวีได้อีกด้วย อาทิ การบริจาคเงินหรือมีส่วนร่วมในกิจกรรมขององค์กร มูลนิธิ รวมทั้งการรักษาพยาบาลในด้านที่เกี่ยวกับครอบครัว ผู้หญิง และเด็ก การบริจาคเสื้อผ้าข้าวของเครื่องใช้ ยารักษาโรคแก่ผู้ด้อยโอกาสและผู้ตกทุกข์ได้ยาก โดยทุกอย่างจะต้องกระทำขึ้นด้วยจิตใจอันบริสุทธิ์เท่านั้น

คาถาบูชา พระอุมา

มีหลายบท ให้เลือกสวดบทใดบทหนึ่ง (หรือสวดทั้งหมด)

ข้อควรจำ : ก่อนการสวดบูชาพระแม่อุมาเทวี จะต้องสวดมนต์ต่อพระพิฆเนศก่อนเสมอ

– โอม ไจ มาตา ดี (สามจบ)

– โอม ชยะ ศรี ปารวตี มาตา (สามจบ)

– โอม ศรี มหา อุมาเทวะไย นะมะห์ (สามจบ)

– โอม โรคา นะเศษา นะปะหัมสิตุษฎา

รุษตาตุกามาน สะกะลา นะภีษะตาน

ตะวามา ศะริตานาม นะวิปัน นะรานาม

ตะวามา ศะริตายา ศะระยะตาม ประยันติ (หนึ่งจบ)


Leave a Reply