พระแม่เปะริยาจจิ

พระแม่เปะริยาจจิ ประทานพรบุตร

พระแม่เปะริยาจจิ

ไม่เชื่ออย่าลบหลู่ คงจะเคยได้ยินประโยคนี้มาบ้างพอสมควร เพราะความเชื่อโบราณเป็นสิ่งที่คนสมัยก่อนตั้งแต่รุ่นปู่ ย่า ตา ยาย นิยมทำกันต่อๆ มาจนกลายเป็นความเชื่อหรือข้อห้าม ที่อาจจะมีบางความเชื่อแฝงไว้ซึ่งกลอุบาย เพือเป็นการหลอกล่อให้เชื่อ

ความเชื่อเป็นธรรมชาติที่เกิดขึ้นกับมนุษย์ทุกรูปนามสิ่งใดที่ผู้คนได้พบได้สัมผัสในอายตนะทั้ง ๖ ผลกระทบที่เกิดขึ้น เช่น ตากระทบรูป จะมีความรู้สึกเกิดขึ้นว่า รูปที่พบเห็นนั้นเป็นอย่างไร ภาษาทางศาสนาเรียกว่าเกิดจักษุวิญญาณ คือ ความรู้สึกเกิดขึ้นทางตา เวลาใช้หูฟังเสียงจะเป็นเสียงเพราะหรือไม่ เพราะการวินิจฉัยอย่างนี้เรียกว่า โสตวิญญาณความรู้สึกเกิดขึ้นทางหู สิ่งที่ผู้คนได้พบเห็นสัมผัสทางใดทางหนึ่งนี้เองเป็นต้นเหตุแห่งความเชื่ออันเป็นสัญเจตนา จุดเบื้องต้นส่วนนามธรรม เมื่อได้รับการเพาะเชื้ออย่างนี้ ต่อมาเกิดการเสริมแต่ง โดยอาศัยสิ่งแวดล้อมที่คนเราได้สัมผัสทุกวันเป็นเครื่องช่วยให้เจริญเติบโต และเมื่อใจคิด ความเชื่อด้านรูปธรรมก็เกิดขึ้นเป็นรูปเป็นสัญลักษณ์ อย่างใดอย่างหนึ่งรวมความว่า ความเชื่อมี ๒ ประการ คือ

๑. ความเชื่อที่เป็นนามธรรม
๒. ความเชื่อที่เป็นรูปธรรม

พระแม่ เปะริยาจจิ (เปชายี) เป็นเทวนารี ในศาสนาฮินดู เป็นเทวีท้องถิ่นที่มีต้นกำเนิดจากอินเดียภาคใต้ ในรัฐทมิฬนาฑู ทรงมีลักษณะความสัมพันธ์คล้ายคลึงกับพระแม่กาลีและพระแม่สัษสีเทวีเป็นผู้ดูแลเด็กและมีความเกี่ยวข้องกับการคลอดบุตรและการตั้งครรภ์

พระเปะริยาจจิทรงเป็นที่รู้จักและนิยมบูชาของชาวอินเดียที่นับถือศาสนาฮินดูในประเทศสิงคโปร์ และประเทศมาเลเซีย สำหรับในประเทศไทยมีการประดิษฐานเทวรูปพระเปะริยาจจิในวัดพระศรีมหาอุมาเทวีในฝั่งเทพพื้นเมืองท้องถิ่นของอินเดียใต้

ตำนาน พระแม่เปะริยาจจิ

มีตำนานกล่าวว่า ครั้งหนึ่งมีหญิงสาวคนหนึ่งในหมู่บ้านของรัฐทมิฬนาฑู ชื่อว่า เปะริยาจจิ เธอเป็นคนมีความสามารถมากในทางการแพทย์โดยเฉพาะการทำคลอดและมีความสามารถในการต่อสู้ เธอเป็นที่รักและที่เคารพของชาวบ้านทุกคน… ในเวลาต่อมามีกษัตริย์องค์หนึ่งชื่อว่า วัลลาลัน มีนิสัยที่ชั่วช้า คอยข่มเหงชาวบ้านชาวเมืองไม่เว้นวัน เขามีความต้องการที่จะครองราชสมบัติในเมืองนี้หลังที่พระบิดาของเขาสวรรคตไปแล้ว แต่ก่อนที่พระบิดาของกษัตริย์วัลลาลันจะสวรรคต พระองค์ตรัสว่า “หากเราสิ้นชีพแล้ว ให้ลูกชายคนเล็กของเรา (น้องชายของวัลลาลัน) ขึ้นครองราชสมบัติแทนวัลลาลันเพราะเขามีนิสัยหยาบช้านักและถ้าเขาได้ครองราชสมบัติแล้วย่อมพาให้บ้านเมืองล่มจม….” เมื่อตรัสจบก็ทรงสวรรคตทันที ต่อมาไม่นานน้องชายของวัลลาลันก็ทำพิธีบรมราชาภิเษกเป็นพระมหากษัตริย์ทำให้วัลลาลันไม่พอใจจึงคิดก่อกบฏแต่สุดท้ายก็ถูกปราบปราม น้องชายผู้เข้าใจวัลลาลันรู้สึกสงสารและอยากให้อภัยแต่ตามกฎบ้านเมืองแล้วการก่อกบฏมีโทษถึงประหารชีวิตแต่เขากลับเลือกที่จะเนรเทศแทนการประหารพี่ชาย วัลลาลันที่ถูกเนรเทศจึงไปเป็นมหาโจร คอยปล้นสดมภ์ชาวบ้านและข่มขืนผู้หญิง ต่อมามีภรรยา 2 คน ภรรยาคนแรกท้องใกล้คลอด วัลลาลันเคยได้ยินชาวบ้านบอกว่าเปะริยาจจิเป็นแพทย์ที่เก่งที่สุดในแถบนี้ วัลลาลันจึงไปลักพาตัวเปะริยาจจิมาทำคลอดให้ภรรยาคนแรก เปะริยาจจิไม่ขัดข้องเธอรับปากว่าจะทำคลอดให้ แต่การทำคลอดครั้งนี้มีความลำบากมากเพราะ 1. ต้องทำคลอดในป่าที่มีแต่สัตว์ร้าย 2. ไม่มีสิ่งของอำนวยความสะดวกในการคลอด แต่เปะริยาจจิก็หาทางแก้โดยนั่งบนหินและนำภรรยาคนแรกวัลลาลันมานอนบนตักและใช้มีดผ่าคลอดออกมา ซึ่งได้ลูกชายและแม่กับลูกก็ปลอดภัยดีแต่ทว่าวัลลาลันมีความศรัทธาโหราศาสตร์และเชื่อว่าตอนแรกเกิดเด็กไม่ควรสัมผัสกับใครและถ้าใครสัมผัสเด็ก คนคนนั้นต้องถูกฆ่า ซึ่งหมายถึงต้องฆ่าเปะริยาจจิด้วย วัลลาลันและภรรยาคนที่สองจึงคิดจะฆ่าเปะริยาจจิแต่ ภรรยาคนแรกห้ามไว้ วัลลาลันไม่สนจึงผลักภรรยาคนแรกออกไปและไปฆ่าเปะริยาจจิ เปะริยาจจิที่ดูแลเด็กอยู่นั้นถูกวัลลาลันด่าและพูดว่า “ฉันจะฆ่าเธอให้ตายแล้วค่อยฆ่าลูกของฉันทีหลัง ” เปะริยาจจิได้ยินก็โกรธและความโกรธนั้นทำให้เธอสำแดงร่างเป็นศักติรูปอวตาร “พระแม่เปะริยาจจิ“ มีอาวุธหลายชนิด เช่น ตรีศูล ดาบ โล่ จักร กระบอง ธนูและลูกธนู สังข์ เป็นต้น แต่วัลลาลันหากลัวไม่จึงเข้าไปต่อสู้แต่ได้ถีบและปักตรีศูลที่วัลลาลัน ทำให้เขาตายในที่สุด ภรรยาคนที่สองไม่ยอมจึงเข้าไปทำร้ายพระแม่ พระแม่จึงจับเธอขึ้นมานอนบนตักและแหวกท้อง ควักไส้มาคล้องเป็นสังวาลย์และเคี้ยวไส้เธอ และต่อมาพระแม่จึงตั้งชื่อให้เด็กชายว่า… “ซาโลซาน”


Leave a Reply