พระแม่ มเหศวรี

ความเชื่อ พระแม่ มเหศวรี ผู้เป็นพลังของพระอิศวร

พระแม่ มเหศวรี

พระแม่ มเหศวรี เป็นเทวีในศาสนาฮินดูองค์หนึ่งในคณะของพระแม่สัปตมาตฤกา โดยถือว่าเป็นพลังของพระอิศวรและพระอุมาเทวี ในศาสนาฮินดูและยังปรากฏเทวรูปในประเทศไทยที่ประเทศไทยเทวสถานโบสถ์พราหมณ์ กรุงเทพมหานครโดยประดิษฐานในบุษบกขนาบข้างร่วมกับเทวรูปพระนารายณ์และเทวรูปพระลักษมี ในหอพระนารายณ์ ทั้งยังปารกฎในจิตรกรรมฝาผนังวัดบวรสถานสุทธาวาสและสมุดข่อยตำราเทพเจ้าในช่วงต้นของกรุงรัตนโกสินทร์

ในภาษาสันสกฤต คำว่า มเหศวร นั้นหมายถึง พระอิศวรและคำว่า มเหศวรี นั่นย่อมหมายถึง พระอุมาเทวีพระชายาของ พระอิศวรและในศาสนาพราหมณ์ในประเทศอินเดียซึ่งเป็นต้นฉบับนั้น หากเทวรูปพระนารายณ์แล้วขนาบข้างด้วยเทวรูปเทวีสองพระองค์นั้น คือ พระลักษมีและพระภูเทวี ซึ่งลักษณะนี้ส่วนใหญ่นิยมปารากฏในภาคใต้ของประเทศอินเดียแต่ปรากฏว่าเมื่อเข้ามาถึงประเทศไทย คติได้ผันแปรไป กลายเป็นพระลักษมีและพระมเหศวรีไปแทน พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว(รัชกาลที่6)ทรงพระราชวิจารณ์ไว้ในหนังสือพระเป็นเจ้าของพราหมณ์ในทำนองว่า เป็ฯความเข้าใจผิดของพราหมณ์ไทย ที่คิดว่าชื่อ พระลักษมีและชื่อมเหศวรี เป็นคนละองค์กัน แต่ที่แท้แล้วทรงเห็นว่าทั้งสองชื่อหมายถึงพระเทวีพระองค์เดียวกันคือ พระลักษมี ดังนั้นจึงอาจอนุมานได้ว่าพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเป็นต้นทางของคติในเมืองไทยที่ว่าพระนารายณ์ทรงมีพระชายาเพียงพระองค์เดียวคือพระลักษมี ซึ่งตรงกับพระราชประสงค์จำนงหมายในเวลานั้นเช่นกัน

กำเนิดของศาสนาพราหมณ์ – ฮินดู

ศาสนาพราหมณ์ หรือที่เรียกเป็นสากลว่า “ศาสนาฮินดู” ได้ถือกำเนิดขึ้น ณ ดินแดนชมพูทวีป เมื่อกว่า ๓,๐๐๐ ปี โดยเริ่มต้นขึ้นเมื่อมีการผสานวัฒนธรรมและคติความเชื่อซึ่งคล้ายคลึงกันของขาวอารยันและชาวดราวิเวียนเข้าด้วยกัน ทั้งเรื่องการนับถือวิญญาณบรรพบุรุษ การสวดอ้อนวอน และการบวงสรวงหมู่เทพผู้อยู่เบื้องหลังปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ เพื่ออำนวยให้พืชพันธุ์ธัญญาหารอุดมสมบูรณ์ ไร้อุปสรรคในการดำเนินชีวิตที่ผูกพันอยู่กับการเกษตรกรรม  ในห้วงเวลานี้ มีการจัดหมวดหมู่เทพประจำธรรมชาติออกเป็น ๓ พวกเพื่อการทำบัตรพลีบูชา พวกที่หนึ่งอยู่ในสวรรค์ พวกที่สองอยู่ในฟ้า (อากาศ) และพวกที่สามอยู่ในพื้นโลก

ใน ยุคพระเวท เมื่อราว ๑,๐๐๐ ปีก่อนพุทธกาล เป็นยุคที่ศาสนาพราหมณ์ได้พัฒนาพิธีกรรมและความเชื่อเรื่องพระผู้เป็นเจ้าให้เป็นระเบียบแบบแผนยิ่งขึ้น ได้พัฒนาความเชื่อเรื่องพระผู้เป็นเจ้าหลายองค์ หรือพหุเทวนิยม (Polytheism) ไปสู่ความเชื่อเรื่องพระผู้เป็นเจ้าองค์เดียวหรือ เอกเทวนิยม (Monotheism) ในยุคนี้ ได้เกิดความคิดเรื่อง เอกํ สตฺ คือ ความคิดที่ว่า สิ่งจริงแท้มีอยู่เพียงหนึ่งเดียว หากแต่ปรากฏให้เห็นเป็นเทพหลายองค์ผู้อยู่เบื้องหลังปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ

ต่อมาใน สมัยอุปนิษัท เป็นช่วงสุดท้ายของยุคพระเวทเป็นสมัยที่เริ่มมีการคิดคาดคะเน (Speculation) ทางด้านปรัชญา เกิดข้อถกเถียงในวงกว้างว่า สิ่งที่มีอยู่จริงๆ คืออะไร เกิดความคิดว่าสิ่งจริงแท้ที่มีอยู่เพียงหนึ่งนั้น คือ พฺรหฺมนฺ (อ่านว่า บฺระ-หฺมัน = พรหม ที่ไม่มีเพศ) บางทีก็เรียกว่า อาตมัน หรือ อาตมา บางครั้งก็เรียกว่า สตฺ (สัด = สิ่งที่มีอยู่) พรหม เท่านั้นเป็นสิ่งที่มีอยู่อย่างแท้จริง (พฺรหฺม สตฺยํ) ส่วนโลกไม่มีอยู่จริง (ชคนฺมิถฺยา) เป็นเพียงการเห็นด้วยอำนาจแห่งมายา โดย พรหม นั้นมีอยู่ ๒ ระดับ เมื่อมองถึงแก่นแท้รู้ซึ้งถึงความมีอยู่อย่างเป็นมายาของโลก พรหมจะเป็นสิ่งเดียวกับอาตมันที่อยู่ในสิ่งมีชีวิตและมนุษย์ทั้งหลาย เป็นความรู้บริสุทธิ์ ที่เรียกว่า ชญาน (ชฺญาน) เป็นสิ่งที่มีอยู่อย่างแท้จริงในรูปของสัตยะ (สตฺย) เป็นสิ่งที่ไม่มีที่สิ้นสุด เรียกว่า อนันตะ (อนนฺต) ไม่มีตัวตน เป็นวิญญาณที่อยู่ในทุกสรรพสิ่ง เป็นนิตย์ และเป็นนิรันดร คือ ไม่มีเบื้องต้นและเบื้องปลาย  ถ้ามองในระดับสายตาของชาวโลกธรรมดา ซึ่งมองเห็นว่าโลกเป็นสิ่งที่มีอยู่จริง จะมองเห็นพรหมเป็นพระผู้เป็นเจ้าที่มีคุณสมบัติ ผู้สรรค์สร้างสรรพสิ่ง และกำหนดชะตากรรมของมนุษย์ ซึ่งแบ่งภาคออกเป็นรูป ๓ หรือพระผู้เป็นเจ้าสูงสุด ๓ พระองค์ ได้แก่

-พระพรหมธาดา (Brahma) เทพผู้นฤมิตสรรพสิ่ง (สฤษฺฏิ)

-พระศิวะ (Shiva) หรือ พระอิศวร เทพผู้ทำลายและทำให้อุบัติใหม่ (ประลัย)

-พระวิษณุ (Vishnu) หรือ พระนารายณ์ เทพผู้ปกปักรักษา (สฺถิติ)

รวมเรียกว่า ตรีมูรติ ซึ่งแท้จริงแล้วเป็นเพียงส่วนหนึ่งของวิญญาณอมตะ หรือ ปรมาตมัน นอกจากนี้ ศาสนาพราหมณ์ยังให้ความเคารพนับถือเหล่าทวยเทพ เทวา และเทวี ซึ่งเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับปรมาตมันอีกหลายพระองค์

พลังศรัทธาที่มีต่อพระผู้เป็นเจ้า ก่อให้เกิดการพัฒนาศาสนาพราหมณ์อย่างเป็นแบบแผน คือ เริ่มมีการรจนาและรวบรวมบทสวดอ้อนวอนเทพเจ้าที่ชาวอารยันและชาวพื้นเมืองเคารพนับถือจากปราชญ์ผู้รู้ทางศาสนา ออกเป็นหมวดหมู่ โดยให้ชื่อว่า พระเวท โดยคัมภีร์พระเวทแบ่งออกเป็น ๒ ส่วน

ส่วนแรกได้แก่ บทสวดขับร้อง มนตร์ หรือคาถา ใช้ในพิธีบูชายัญที่เรียกว่า สํหิตา หรือ มนตร ซึ่งได้แยกย่อยออกไปเป็นความรู้อันดับรองลงมาที่เรียกว่า คัมภีร์จตุรเวท หรือ พระเวททั้ง ๔ อันได้แก่

ฤคเวท (Rigveda) ว่าด้วยบทสดุดีพระผู้เป็นเจ้า ซึ่งเป็นคัมภีร์ที่เก่าแก่ที่สุดในจำนวนพระเวททั้ง ๔

-ยชุรเวท (Yajurveda) ว่าด้วยสูตรสำหรับการใช้ในพิธีบูชายัญ ซึ่งแยกย่อยออกเป็นอีก ๒ แขนง คือ กฤษณยชุรเวท (ฝ่ายดำ) และศุกลยชุรเวท (ฝ่ายขาว)

-สามเวท (Samaveda) ว่าด้วยบทสวดขับร้อง

-อาถรรพเวท (Atharavaveda) ว่าด้วยมนตร์หรือคาถาต่างๆ

ส่วนที่สอง เรียกว่า พราหมณะ ว่าด้วยการอธิบายรายละเอียดการจัดศาสนพิธี ซึ่งสามารถแยกย่อยออกเป็น ๒ แขนง คือ อรัณยกะ หมายถึง บทเรียนของผู้อยู่ป่า มีเนื้อหาเกี่ยวกับคำสอน การดำเนินชีวิตของพราหมณ์ตั้งแต่เกิดจนกระทั่งออกไปอยู่ป่า บำเพ็ญเพียรเพื่อเข้าถึงโมกษะ และ อุปนิษัท ซึ่งแปลว่า เข้าไปนั่งลง เป็นคำสอนที่ว่าด้วยหลักหรือคำสอนเกี่ยวกับปรมาตมัน และหนทางที่อาตมันจะกลับคืนสู่ปรมาตมัน


Leave a Reply