เทวดาในศาสนาฮินดู‎

เทวดาในศาสนาฮินดู‎ คือเทพที่ผู้คนศรัทธา

เทวดาในศาสนาฮินดู‎

เทวดาในศาสนาพราหมณ์หมายถึง “เทพเจ้า”   แต่คำว่าเทพที่ใช้ในศาสนาพุทธ จะใช้หมายถึง “เทวดา”

ประเทศในอาเซียนที่นับถือศาสนาฮินดูมีดังนี้

-อินเดีย หมู่เกาะอันดามันและนิโคบาร์ (อินเดีย) ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู (71%)

-ประเทศ ติมอร์ตะวันออก ติมอร์ตะวันออก ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู (2%)

-อินโดนีเซีย เกาะบาหลี ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู (1.8%)

-มาเลเซีย ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู (6.1%)

-สิงคโปร์ ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู (4%)

เทพ คือวิญญาณผู้เป็นใหญ่และมีอำนาจบนสวรรค์   ส่วนเทวดาคือ วิญญาณของมนุษย์ที่เสียชีวิตไปแล้วไปมีสภาพเป็นทิพย์อยู่บนสวรรค์ตามภพภูมิต่างๆ

ศาสนาพราหมณ์-ฮินดูเชื่อว่าเทพหรือเทพเจ้านี้ มีอำนาจควบคุมความเป็นไปของชีวิตสรรพสิ่งต่างๆ และโลก สามารถทำให้ดีหรือร้าย  และหากคนไปวิงวอนขอให้ช่วยก็จะดลบันดาลให้เกิดสิ่งดีๆและปัดเป่าสิ่งไม่ดีออกไปได้   ฉะนั้นเทพเจ้าจึงอิทธิพลต่อวิธีชีวิตมาก

เหล่าทวยเทพของฮินดู มีดังนี้

  • ศาสนาพราหมณ์มีการนับถือเทพหลายองค์ ได้แก่ พระวิษณุ พระศิวะ และพระพรหม เหตุผลที่สำคัญก็คือเทพเจ้าทั้งหมดมีฤทธานุภาพสามารถบันดาลทุกข์สุขให้กับมนุษย์บนพื้นโลกนั่นเอง
  • สำหรับผู้ที่นับถือพระศิวะเป็นใหญ่ที่สุดจะมีชื่อเรียกว่า “ลัทธิไศวนิกาย” ส่วนผู้ที่นับถือพระวิษณุเป็นใหญ่ที่สุด มีชื่อเรียกว่า “ลัทธิไวษณพนิกาย” และผู้ที่ให้ความเคารพนับถือเทพเจ้าพร้อมกันทั้ง 3 องค์ มีชื่อเรียกว่า “ตรีมูรติ”
  • พระศิวะหรือพระอิศวร : เทพผู้ทำลายและสร้างโลก
  • ในครั้งแรกสุด พระพรหมได้เป็นผู้สร้างโลกและสร้างจักรวาลขึ้นมา แต่ก็ได้เกิดปัญหามากมายขึ้นบนโลกมนุษย์ พระศิวะจึงได้ทำลายโลก พอในเวลาต่อมาพระศิวะ ก็ได้มีการสร้างโลกขึ้นมาใหม่ โดยสร้างพระนารายณ์ขึ้นมาเป็นผู้ดูแลรักษาด้วย
  • ลักษณะของพระศิวะ มี 1 เศียร 4 กร 3 พระเนตร ซึ่งพระเนตรส่วนที่ 3 นั้นจะอยู่กึ่งกลางหน้าผาก จะทรงนุ่งหนังกวาง แล้วยังมีสร้อยสังวาลเป็นงู ส่วนพระหัตถ์ทรงตรีสูร ทรงโคนนทิเป็นพาหนะ ให้สังเกตดูหากได้พบรูปปั้นโคนนทิ อยู่บริเวณทางเดินที่จะต้องเข้ามายังปราสาท หรือมีรูปโคนนทิอยู่ในปราสาท นั่นหมายถึงว่าได้มีการสร้างปราสาทแห่งนั้นเพื่ออุทิศแด่พระศิวะ
  • นอกจากนี้ พระศิวะยังสามารถกำหนดโชคชะตาของมนุษย์ที่อาศัยอยู่บนโลกโดยวิธีการร่ายรำที่มีชื่อเรียกว่า “ศิวนาฏราช” โดยเฉพาะที่สำคัญคือ ถ้าหากมีการร่ายรำด้วยความอ่อนช้อย ก็จะช่วยให้บรรดาเหล่ามนุษย์โลกอยู่เย็นเป็นสุข
  • พระพรหม : เทพเจ้าผู้สร้างจักรวาลและโลก
  • พระพรหมเป็นเทพเจ้าองค์แรกในตรีมูรติ (ได้แก่ พระพรหมณ พระนารายณ์ และพระอิศวร) ในตำราได้กล่าวไว้ว่า พระพรหมนั้นมีกายสีแดง มี 4 พระพักตร์ พระกร 4 ข้าง ถือคฑา ลูกประคำ หม้อน้ำ หรือคันศร ประทับอยู่บนอาสน์บัวบาน และทรงหงส์เป็นพาหนะ ชาวฮินดูที่นับถือไวษพณิกาย จะมีความเชื่ออยู่ว่าพระพรหมได้เกิดออกจากพระนาภีร์(สะดือ)ของพระนารายณ์ ในช่วงเวลาขณะที่กำลังบรรทมอยู่เหนือลำตัวพญานาคในทะเลน้ำนมหรือเกษียรสมุทร
  • พระหริหระ
  • พระหริ เป็นการรวมเอาพระวิษณุ(หริ) กับ พระศิวะ(หระ) โดยรูปทางด้านซ้ายเป็นพระวิษณุ ส่วนรูปทางทางด้านขวาเป็นพระศิวะ
  • พระอินทร์ : เทพผู้รักษาทางด้านทิศตะวันออกและผู้พิทักษ์พุทธศาสนา
  • ลักษณะ : พระอินทร์มีพระฉวีจะเป็นสีเขียว และมีพระเนตรมากถึง 1,000 ดวง โดยประทับอยู่ในชั้นวิมาน “อมราวดี” มีบรรดาเหล่านางฟ้าและคนธรรพ์ล้อมรอบอยู่มากมาย ถือวัชระ 6 แฉก เป็นสัญลักษณ์ของสายฟ้า นอกจากนี้ในบางครั้งก็ยังถือดอกบัวอยู่ในพระหัตถ์ ทรงช้างเอราวัณเป็นพาหนะ
  • พระนางอุมาเทวี : ผู้ซึ่งเป็นเทวีแห่งความเมตตา
  • พระนางอุมาเทวี เป็นพระชายาของพระศิวะ มีลักษณะพิเศษ มี 2 ภาคอยู่ในร่างเดียวกัน ได้แก่ พระอุมาเทวี หรือ ปารพตี โดยจะมีความเรียบร้อยและความเมตตา แต่ในทางตรงข้ามก็จะมีลักษณะที่มีความรุนแรงและโหดร้าย เรียกว่า เจ้าแม่กาลีหรือทุรคา ด้วยเหตุที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะเกิดมาจากการที่มีเหล่าเทพได้พากันมาช่วยชุบขึ้นเพื่อช่วยกันปราบอสูร ส่วนโอรสของพระนางอุมาเทวีคือ พระขันธกุมาร ซึ่งเป็นเทพแห่งการทำสงคราม และ พระพิฆเนศวร เป็นโอรสของนางทุรคา เศียรจะมีลักษณะเป็นช้าง ซึ่งได้ถูกยกให้เป็นเทพแห่งศิลปะวิทยาการและเทพแห่งความสำเร็จ
  • พระสุรัสวดี : ผู้ซึ่งเป็นเทวีแห่งภาษาและความรู้
  • พระสุรัสวดีเป็นชายาของพระพรหม โดยหลักฐานจากคัมภีร์มัสยาปุราณะ ได้กล่าวไว้ว่า พระพรหมธาดาซึ่งเป็นผู้สร้างพระนางขึ้นมาเอง ต่อมาภายหลังได้เกิดหลงรักในธิดา และในครั้งนี้เองได้เกิดอภิเษกกับพระธิดาของพระองค์เอง
  • ลักษณะ : พระนางสุรัสวดี จะทรงมีพระวรกายขาว ประทับนั่งอยู่บนดอกบัว โดยพระบาทห้อยลงมายังเบื้องล่างข้างหนึ่ง ส่วนพระกรจะถือพิณ บางแห่งที่ได้พบเห็นจะมีเพียงพระพักตร์เดียวเ หรืออาจจะมี 4 พระพักตร์ก็ได้ แต่มี 4 พระกร แต่ในบางแห่งจะมีถึง 8 พระกร ทรงสวมส่าหรี สวมมงกุฎ และเครื่องประดับ ประทับบนหลังนกยูงทองคำ
  • พระนางลักษมี : เทวีแห่งความมั่งคั่งและเทวีแห่งความดีงาม
  • พระนางลักษมีเป็นชายาของพระวิษณุ ตามหลักฐานของคัมภีร์รามายณะ ได้มีคำกล่าวถึงตอนที่เหล่าเทวดาและยักษ์ทั้งหลายทำการกวนเกษียรสมุทรเพื่อน้ำอมฤต ในการกวนเกษียรสมุทร ได้เกิดสิ่งวิเศษขึ้นมาถึง 14 อย่างและเกิดพระลักษมีขึ้นมาด้วย ครั้นพอพระนางได้ปรากฏกายขึ้นมา ทางด้านของพระนารายณ์หรือพระวิษณุในขณะนั้นยังทรงอวตารอยู่ในลักษณะของเต่าที่มีขนาดใหญ่ ได้เห็นพระนางลักษมี จึงรู้สึกพึงพอใจขึ้นมาในทันที จึงได้แสดงถึงความมีอำนาจฤทธิ์เดชของพระองค์ ทำการบันดาลให้พระนางเข้ามาเป็นชายาของพระองค์ได้อย่างสมปรารถนา
  • พระพิฆเนศวร : เทพแห่งศิลปะวิทยาการและเทพแห่งความสำเร็จ
  • ผู้ซึ่งเป็นโอรสของพระอิศวรและพระอุมาเทวี (ในภาคของนางทุรคา) เป็นพระเชษฐาของพระขันธกุมาร โดยมีเศียรลักษณะเป็นช้าง ตัวแทนแห่งเทพแห่งศิลปะวิทยาการและเทพแห่งความสำเร็จ มีผู้ที่ให้ความเคารพนับถือกันอย่างมากมาย ทรงหนูเป็นพาหนะ
  • พระอาทิตย์ : เทพแห่งไฟหรือดวงตะวัน
  • พระอาทิตย์เป็นบุตรของพระแม่อทิติและเทพกัศยปะ เมื่อประสูติปรากฏว่าพระแม่อทิติผู้เป็นพระมารดาไม่ได้นำไปเข้าเฝ้าต่อพระผู้เป็นเจ้า เมื่อเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นพระอาทิตย์จึงต้องทำการขับดวงตะวัน ซึ่งเป็นพาหนะประจำกาย เมื่อต้องการจะไปยังโลกมนุษย์และสรวงสวรรค์ตลอดมาจนถึงปัจจุบัน พระอาทิตย์มีพาหนะเป็นราชสีห์
  • พระจันทร์ : เทพเจ้าแห่งเสน่ห์
  • จากหลักฐานในคัมภีร์โบราณได้มีการกล่าวเอาไว้ว่า พระจันทร์นั้นมีลักษณะเป็นเทวะหนุ่ม ที่มีรูปงามมีเสน่ห์ที่แรงกล้ายิ่งนัก รวมทั้งมีความเจ้าชู้เป็นอย่างมาก เพราะได้เคยเข้าไปลักลอบเกี้ยวพาราสีชายาของพระพฤหัสบดี ส่วนทางฝ่ายพระพฤหัสบดีเมื่อได้ทราบเรื่องราวไม่รอช้า ได้รีบออกติดตามเข้ามาถึงยังวิมานของพระจันทร์ เพราะต้องการจะนำตัวพระชายากลับคืนมา แต่แล้วเหตุการณ์ก็ไม่เป็นอย่างที่คิด เพราะพระจันทร์ไม่ยอมคืนให้ ในเหตุการณ์ครั้งนี้เองจึงทำให้เกิดศึกสงครามขึ้นมา เมื่อพระพรหมชั้นผู้ใหญ่ได้รับทราบเรื่องราวอย่างละเอียดถี่ถ้วน จึงได้สั่งให้บรรดาเหล่าเทวะที่อยู่บนสวรรค์เข้ามาช่วยกันห้ามทัพครั้งนี้ อีกทั้งยังได้จัดการให้พระจันทร์ได้คืนชายาแก่พระพฤหัสบดีกลับคืนไป ทางด้านพระจันทร์เองก็ต้องถูกลงทัณฑ์ไม่ให้เข้าร่วมประชุมในเทวสภาด้วย
  • แต่มีหลักฐานจากบางตำราได้มีการกล่าวเอาไว้ว่า ในครั้งที่เหล่าอสูรเทพและเหล่าเทวะทั้งหลายได้เข้ามาช่วยกันทำพิธีกวนน้ำอมฤต เพราะต้องการที่จะให้เพิ่มฤทธานุภาพแก่บรรดาเหล่าทวยเทพทั้งหลาย ในช่วงเวลาขณะที่กำลังกวนน้ำอมฤต ก็ได้ปรากฏการเกิดของเทวะขึ้นมาองค์หนึ่ง นั่นก็คือ พระจันทร์
  • พระราหู : เทพนพเคราะห์
  • เมื่อครั้งแรกเกิดนั้น พระราหูจะมีหางเป็นนาค ซึ่งได้สถิตอยู่ในชั้นวิมานสีนิลหรือสีดำขลับ แล้วยังมีพญาครุฑเป็นพาหนะ พระราหูนั้นถือได้ว่าเป็นเทวะองค์ที่ 8 ในเหล่าบรรดาเทพแห่งนพเคราะห์ ในบันทึกคัมภีร์อินเดียยุคโบราณ ได้มีคำกล่าวเอาไว้ว่า พระราหูได้ทำการแปลงตัวให้เป็นเทวะองค์หนึ่ง เพื่อที่จะเข้าร่วมของการชุมนุมเหล่าทวยเทพในการกวนเษียรสมุทรและต้องการที่จะดื่มน้ำอมฤตด้วย แต่พระอาทิตย์และพระจันทร์เห็นเสียก่อน จึงได้รีบนำคำไปบอกแก่พระวิษณุว่า พระราหูแปลงร่างลงมาเป็นเทวดาและได้ลักลอบดื่มน้ำอมฤต ครั้นเมื่อพระวิษณุได้ฟังความทรงกริ้วมาก จึงได้ขว้างจักรออกไปถูกพระราหูจนร่างกายได้ขาดเป็นสองท่อน แต่บังเอิญว่าน้ำอมฤตได้ตกลงไปถึงท้องพอดี เลยทำให้พระราหูไม่ตายและยังมีฤทธิ์สูงมากเท่าเทียมกับเหล่าเทวดาทั้งหลาย ด้วยเหตุนี้จึงทำให้พระราหูเหลือเพียงแค่ท่อนหัวเท่านั้น แต่ก็ยังสามารถล่องลอยไปมาอยู่ในชั้นสรวงสวรรค์ได้ แล้วยังคอยจ้องจับพระอาทิตย์และพระจันทร์กิน เพื่อเป็นการแก้แค้นให้แก่ตนเอง ส่วนที่เป็นท่องล่างหรือท่องตัวของพระราหูนั้น ได้ขาดหายออกไปจนกลายเป็นพระเกตุ เป็นเทวะแห่งนพเคราะห์องค์ที่ 9 ซึ่งได้มีรูปลักษณ์เป็นผีพุ่งใต้หรือดาวหาง
  • พระยม : เทพแห่งความเที่ยงธรรมและความตาย
  • เดิมทีนั้น พระยมผู้เป็นเจ้าแห่งนครไวศาลี ทรงเป็นกษัตริย์ผู้ซึ่งมีความเก่งกาจสามารถในด้านการรบเป็นอย่างมาก แต่ภายหลังได้เกิดล้มป่วยจวบจนใกล้จะสิ้นชีวิต พระยมจึงได้ตั้งจิตอธิษฐานเพื่อต้องการจะขอไปเกิดเป็นเจ้าแห่งนรก เพราะมีความปรารถนาที่จะไปทำการควบคุมดูแลพวกคนชั่ว ซึ่งคิดว่าจะได้เปรียบเสมือนเป็นการได้ไถ่บาปที่ตนเองเคยได้ทำการรบราฆ่าฟัน ทำให้ผู้คนมามากมายต้องจบสิ้นชีวิต ถึงแม้ว่าผู้คนเหลานั้นจะเป็นศัตรูก็ตาม เมื่อถึงเวลาที่ได้สิ้นชีพไปแล้ว พระยมก็ได้สมความปรารถนา เพราะได้ไปเกิดเป็นท้าวมัจจุราช ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นเจ้าแห่งความตาย แล้วยังได้เป็นเจ้าแห่งนรกภูมิ หรือ ยมโลก นั่นเอง
  • พระยมหรือท้าวมัจจุราช มีเครื่องฉลองพระองค์เป็นสีแดง ส่วนพระวรกายนั้นจะเปล่งประกายมีรัศมีเป็นสีแดง ซึ่งทำให้ดูแล้วน่าเกรงขาม ทางด้านพระหัตถ์ซ้ายจะถือบ่วงยมบาศ และพระหัตถ์ขวาจะถือไม้ท้าวยมทัณฑ์
  • พระกามเทพ : เทพแห่งความรัก
  • เมื่อครั้งที่พระสตีเทวี ผู้เป็นมเหสีของพระอิศวรสิ้นพระชนม์ชีพไปแล้ว ฝ่ายพระอิศวรก็ทรงเสียพระทัยเป็นอย่างมาก จนต้องเสด็จไปเข้าฌาน เพื่อต้องการประพฤติพระองค์เป็นสันยาสีแต่เพียงลำพังเท่านั้น เมื่อเวลาได้ผ่านไป พระสตีเทวีก็ได้กลับมาเกิดใหม่อีกครั้ง เป็นบุตรีของท้าวหิมาลัย มีพระนามว่า พระนางอุมาเทวี เหล่าบรรดาเทวดาทั้งหลายต่างมีความหวังต้องการที่จะให้พระนางอุมาเทวีได้เข้ามาเป็นพระมเหสีของพระอิศวร เมื่อคิดได้เช่นนี้แล้วจึงได้มอบหมายให้กามเทพ รับเป็นผู้ไปปฏิบัติหน้าที่นี้ ทางฝ่ายกามเทพเองก็ได้วานให้วสันต์ ผู้เป็นสหาย ได้จัดการเนรมิตดอกไม้ชนิดต่างๆ ที่มีความสวยสดงดงามผลิบานกันอย่างเต็มต้น จากนั้นจึงได้ทำการเชิญพระนางอุมาเทวีไปคอย และในช่วงนั้นเอง พระกามเทพจึงได้ยิงพระอิศวรด้วยพระปุษปศร (ศรที่ทำมาจากดอกไม้) เมื่อพระอิศวรถูกศร ก็เบิกพระเนตรที่ 3 ขึ้นมา ทันใดนั้นเองก็ได้บันดาลให้เกิดเพลิงไหม้เผาผลาญกามเทพสูญสิ้นไป หลังจากนั้นไม่นาน เมื่อพระอิศวรได้คลายความพิโรธหมดไปแล้ว จึงได้โปรกให้พระกามเทพได้เกิดขึ้นมาใหม่อีกครั้ง โดยให้เป็นพระประทยุมน์และเป็นพระโอรสของพระกฤษณะ (อวตารที่ 8 ของพระนารายณ์) กับนางรุกมิณี

Leave a Reply