Month: April 2019
เทวดาในศาสนาฮินดู‎

เทวดาในศาสนาฮินดู‎ คือเทพที่ผู้คนศรัทธา

เทวดาในศาสนาฮินดู‎ เทวดาในศาสนาพราหมณ์หมายถึง “เทพเจ้า”   แต่คำว่าเทพที่ใช้ในศาสนาพุทธ จะใช้หมายถึง “เทวดา” ประเทศในอาเซียนที่นับถือศาสนาฮินดูมีดังนี้ -อินเดีย หมู่เกาะอันดามันและนิโคบาร์ (อินเดีย) ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู (71%) -ประเทศ ติมอร์ตะวันออก ติมอร์ตะวันออก ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู (2%) -อินโดนีเซีย เกาะบาหลี ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู (1.8%) -มาเลเซีย ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู (6.1%) -สิงคโปร์ ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู (4%) เทพ คือวิญญาณผู้เป็นใหญ่และมีอำนาจบนสวรรค์   ส่วนเทวดาคือ วิญญาณของมนุษย์ที่เสียชีวิตไปแล้วไปมีสภาพเป็นทิพย์อยู่บนสวรรค์ตามภพภูมิต่างๆ ศาสนาพราหมณ์-ฮินดูเชื่อว่าเทพหรือเทพเจ้านี้ มีอำนาจควบคุมความเป็นไปของชีวิตสรรพสิ่งต่างๆ และโลก สามารถทำให้ดีหรือร้าย  และหากคนไปวิงวอนขอให้ช่วยก็จะดลบันดาลให้เกิดสิ่งดีๆและปัดเป่าสิ่งไม่ดีออกไปได้   ฉะนั้นเทพเจ้าจึงอิทธิพลต่อวิธีชีวิตมาก เหล่าทวยเทพของฮินดู มีดังนี้ ศาสนาพราหมณ์มีการนับถือเทพหลายองค์ ได้แก่ พระวิษณุ พระศิวะ และพระพรหม เหตุผลที่สำคัญก็คือเทพเจ้าทั้งหมดมีฤทธานุภาพสามารถบันดาลทุกข์สุขให้กับมนุษย์บนพื้นโลกนั่นเอง สำหรับผู้ที่นับถือพระศิวะเป็นใหญ่ที่สุดจะมีชื่อเรียกว่า…

เทพนพเคราะห์

เทพนพเคราะห์ ประจำวันเกิด

เทพนพเคราะห์ แต่ละคนเมื่อเกิดมาจะมีเทวดานพเคราะห์ประจำวันเกิด และในแต่ละช่วงชีวิตเทวดานพเคราะห์จะหมุนเวียนเข้าเสวยอายุ กำหนดปีการเสวยอายุตามกำลังของเทวดาแต่ละองค์ ซึ่งจะส่งผลร้ายหรือดีต่อมนุษย์ขึ้นอยู่กับประเภทของเทวดานพเคราะห์ว่าเป็นฝ่ายบาปเคราะห์หรือศุภเคราะห์ หรือความเข้ากันได้หรือไม่กับเทวดาประจำวันเกิด เทพนพเคราะห์มีต้นกำเนิดมาจากโหราศาสตร์ฮินดูที่นับถือพระสุริยเทพ (พระอาทิตย์) ซึ่งมีเทพบริวารอีก 8 องค์ รวมเป็น 9 องค์ ถือว่าเป็นเทพที่ปกปักรักษาชีวิตของประชาชนตั้งแต่เกิดจนตาย ประกอบด้วย พระอาทิตย์ ทรงราชสีห์ เป็นเทพนพเคราะห์ที่มีอำนาจเหนือกว่าเทพนพเคราะห์ทั้งปวง พระจันทร์ ทรงม้า พระอังคาร ทรงมหิงสา พระพุธ ทรงคชสาร พระพฤหัสบดี ทรงกวาง พระศุกร์ ทรงโค พระเสาร์ ทรงพยัคฆ์ พระราหู ทรงพญาครุฑ และพระเกตุ ทรงนาค นอกจากนี้ยังได้จัดนิทรรศการพิเศษเรื่อง “รูปเทวดานพเคราะห์ยอดบัตร” เทพนพเคราะห์ คือ เทพทั้ง ๙ องค์ ผู้ครองเรือนชะตาของมนุษย์ มีต้นกำเนิดมาจากโหราศาสตร์ฮินดูที่นับถือพระสุริยเทพ (พระอาทิตย์) ซึ่งมีเทพบริวารอีก…

พระพาย

ตำนานพระพาย

พระพาย พระพาย (เทวนาครี: वायु; “วายุ”) เป็นเทพเจ้าแห่งลมและพายุ รวมถึงท้องฟ้า ตามคติของศาสนาฮินดู เป็นเทพแห่งธรรมชาติ เช่นเดียวกับพระพิรุณ (ฝน), พระอัคนี (ไฟ), พระแม่คงคา (น้ำ), พระแม่ธรณี (พื้นดิน) พระพายเป็นบุตรของพระกัศยปเทพบิดร และนางทิติ มีหน้าที่ให้ลมแก่สามโลก ในวรรณคดีมหาภารตะ พระพายเป็นบิดาของภีมะ และในวรรณคดีรามเกียรติ์พระพายเป็นบิดาของ หนุมานและยังเป็นปู่ของมัจฉานุกับอสูรผัด ตามคำภีร์วิษณุปุราณะว่า เป็นกษัตริย์แห่งคนธรรพ์ สำหรับรูปร่างลักษณะของพระพาย มีแตกต่าง หลากหลายออกไป ในคัมภีร์ไตรเทพระบุว่า มีกายสีขาวลักษณะงดงามยิ่งนัก ทรงสัตว์พาหนะจำพวกแอนทิโลปหรือกวาง บางปกรณัมก็ว่าทรงเสือสีน้ำเงิน นอกจากนี้แล้วยังถือเป็นเทพประจำทิศตะวันตกเฉียงเหนือ (พายัพ) โดยคำว่า “พายัพ” เป็นภาษาสันสกฤต อ่านว่า “วายวฺย” เมื่อถอดความแล้วจะหมายถึง “ทิศของวายุ” ตำนานเกี่ยวกับกำเนิดความเป็นมาของพระองค์นั้นมีหลากหลายมากๆ ในเวอร์ชั่นหนึ่งเล่าว่าอีกนามว่าคือ “มารุต” เป็นบุตรพระกัศยป…

พระพลราม

พระพลราม

พระพลราม พระพลราม (เทวนาครี: बलराम) เป็นบุตรของพระวาสุเทพ นางเทวกี และโยคะนิทรา ได้ย้ายไปอยู่ในครรภ์ของนางโหหิณี ภรรยาอีกคนของพระวาสุเทพ ซึ่งอาศัยอยู่ที่หมู่บ้านโคกุล พระพลรามเป็นพี่ชายของพระกฤษณะ ในมหาสงครามทุ่งกุรุเกษตร พระพลรามได้วางตัวเป็นกลางไม่ยอมไปยุ่งเกี่ยวกับปาณฑพและเการพ ก็เพราะว่าภีมะ ในฝ่ายของปาณฑพ และทุรโยธน์ในฝ่ายของเการพ ต่างเป็นศิษย์ของพระพลรามด้วยกันทั้งคู่ สาเหตุที่พระพลรามเป็นอาจารย์ของภีมะและทุรโยธน์ ก็เพราะว่าโทรณาจารย์ได้ขอร้องให้ พระพลรามสอนวิชาตีตะบองให้กับภีมะและทุรโยธน์ อยู่มาวันหนึ่ง รุกมินได้ไปร่วมงานกับในงานพิธีหนึ่ง รุกมินได้พูดจาดูถูกเหยียดหยามพระกฤษณะและพระพลรามและก็ได้ถูกพระพลรามสังหาร ภรรยาของพระพลราม คือ นางเรวดี ชาติกำเนิด พระพลรามเป็นโอรสของวสุเทพ ในตอนวัยเยาว์ กังสะซึ่งเป็นพี่ชายของนางเทวกีต้องการจะฆ่าลูกทุกคนของพี่สาว เพราะมีคำพยากรณ์ว่าตนจะต้องตายเพราะลูกคนที่แปดของนาง ดังนั้น กังสะจึงจับนางเทวกีและวสุเทพไปขังไว้ และทยอยฆ่าลูกของทั้งสองเมื่อเกิดมา แต่โอรสองค์ที่เจ็ดนั้นถูกย้ายจากครรภ์ของนางเทวกีไปสู่ครรภ์ของนางโรหินี ซึ่งนางอยากจะได้เป็นบุตรของตน พระโอรสองค์นี้เอง คือ พลราม และมีชื่ออีกอย่างหนึ่งว่า สัมกรรษณะ เพราะถูกย้ายครรภ์นั่นเอง (นี่แสดงว่าความคิดเรื่องการย้ายครรภ์มีมาช้านานเป็นพันปีมาแล้ว) พระโอรสองค์นี้เดิมก็เรียกแต่ว่า ราม ทว่าด้วยความที่ทรงมีพละกำลังมหาศาล…

พระทัตตาเตรยะ

พระทัตตาเตรยะ หรือที่รู้จักในชื่อ พระตรีมูรติ

พระทัตตาเตรยะ พระทัตตะเตรยะ เป็นบุตรของพระฤาษีอัตริและนางอนุสุยา เป็นอวตารแห่งพระตรีมูรติทั้ง 3 อันได้แก่ พระพรหม พระวิษณุ และพระศิวะ ในนารายณ์สิบปาง และเป็นอาจารย์ของท้าวการตวีรยะ อรชุน คู่ปรับของปรศุราม “พระตรีมูรติ” (เทพทัตตาเตรยะ) เป็นรูปหนึ่งของพระวิษณุ (นารายณ์) ที่รวมเทพทั้งสามไว้ในพระองค์ มีพระเศียร 3 เศียร แทน พระพรหม พระวิษณุ และพระศิวะ มีสุนัข 4 ตัวติดตาม สุนัขเป็นตัวแทนพระเวททั้ง 4 และ มีแม่โคศักดิ์สิทธิ์ 1 ตัวติดตามด้วย กล่าวคือ การรวมพลัง ของเทพเจ้าทั้งสามได้แก่ “พระพรหม พระอิศวร (ศิวะ) และพระวิษณุ (นารายณ์)” ไว้ในรูปเดียวหรือร่างเดียว อาวุธ และพาหนะ ที่ปรากฏในภาพคือ…

พระขันทกุมาร

พระขันทกุมาร ณ ถ้ำบาตู

พระขันทกุมาร พระขันทกุมาร หรือพระกุมารการติเกยะ หรือ พระสกันทกุมาร เป็นเทพเจ้าแห่งการชาญณรงค์สงคราม และเป็นเทพเจ้าที่เป็นแม่ทัพของสวรรค์ด้วย พระองค์นั้นเป็นพระโอรสของพระศิวะ (พระอิศวร) และพระแม่ปารวตี (พระแม่อุมาเทวี) ทรงมีพระอนุชา 1 พระองค์ คือ พระพิฆเนศ ทรงนกยูงปารวาณีเป็นพาหนะ พระชายาของพระขันธกุมารคือ พระแม่เทวเสนา และพระแม่วัลลี ที่อินเดียใต้นิยมนับถือมาก ด้วยเชื่อว่าพระขันธกุมารคือเทวดาผู้คุ้มครองปกป้องรักษาเทวาลัยของศาสนาฮินดู และเป็นเทพประจำทิศใต้อีกด้วย เป็นมหาเทพองค์นี้มีชื่อใกล้มาทางฝ่ายไทย และมีส่วนเกี่ยวข้องกับพระพิฆเนศ ในอินเดียเรียกพระขันทกุมารนี้ว่า สกันทะ (ผู้โลดเต้น ผู้ทำลาย) , กรรตติเกยะ (บางแห่งเขียนว่า การัตติเกยะ) อินเดียตอนใต้เรียก สุพราหมัณเย ซึ่งเป็นที่เคารพนับถือมากตามหมู่บ้านทั้งหลายในอินเดีย จึงนิยมตั้งศาลสักการะบูชาพระขันธกุมารกันแทบทุกหมู่บ้าน เป็นโอรสของ พระศิวะเทพ กับ พระนางปราวตี (พระแม่อุมา) เกิดจากน้ำเชื้อของพระศิวะมหาเทพ ที่ร่วงหล่มลงพื้นธรณี จนยากที่จะพิสูจน์ว่าพระพิฆเนศกับพระขันธกุมารใครเป็นพี่เป็นน้อง ในวรรณคดีโบราณ…

นวราตรี

งานเทศกาล นวราตรี

นวราตรี นวราตรี เป็นเทศกาลที่อุทิศตนเพื่อ การสักการบูชาประจำปีแด่พระแม่ทุรคา คำว่า นวราตรีนั้น หมายถึงคำว่า ‘เก้าคืน’ ในภาษาสันสกฤต . ในช่วงเก้าคืนนี้จะมีการบูชา พระแม่ทุรคาและพระแม่ปารวตีในภาคปางต่างๆเก้าปางด้วยกัน และในวันสุดท้าย คือ วันที่สิบมักจะเรียกว่าเป็น วันวิชยาทศมี หรือ “วันดุเซร่า” (อังกฤษ: Dussehra) ซึ่งเป็นวันที่สำคัญสุดของเทศกาลนี้ และมีการเฉลิมฉลองทั่วไปทั้ง ประเทศอินเดีย ประเทศไทย กรุงเทพมหานคร มีงานเทศกาลนวราตรี งานประจำปีของวัดพระศรีมหาอุมาเทวี หรือที่เรียกกันสั้นๆ ว่า “วัดแขก”  10 ข้อ ต้องรู้เกี่ยวกับวัดนี้ เทศกาลนวราตรี และวิธีบูชาเทพฮินดูสีลม เพื่อเสริมความมงคลให้กับตัวเอง รวมถึงกำหนดการจัดงาน และการปิดเส้นทางจราจรเพื่อแห่เทพด้วย วัดพระศรีมหาอุมาเทวี หรือ วัดแขกสีลม เป็นโบสถ์พราหมณ์ ตั้งอยู่เลขที่ 2 ถนนสีลม แขวงสีลม เขตบางรัก…

นรสิงห์

นรสิงห์ ปางที่สี่ของพระนารายณ์

นรสิงห์ นรสิงห์เป็นภาคอวตาร ปางที่สี่ของพระนารายณ์ตามเนื้อเรื่องในคัมภีร์ปุราณะ อุปนิษัท และคัมภีร์อื่น ๆ ของศาสนาฮินดู โดยมีร่างกายท่อนล่างเป็นมนุษย์และร่างกายท่อนบนเป็นสิงโต  ซึ่งสาเหตุที่พระนารายณ์ต้องทรงแบ่งภาคอวตารลงมาเป็นนรสิงห์นี้ เกิดมาจากยักษ์ตนหนึ่งนามว่า หิรัณยกศิปุ นรสิงห์ – ในครั้งบรรพกาล ยังมียักษ์ตนหนึ่ง หิรัณยกศิปุ มีความปรารถนาจักเป็นใหญ่ จึงได้เริ่มต้นบำเพ็ญตบะทุกรกริยาถวายต่อพระพรหม เพื่อขอพรให้ตนสมปรารถนา ซึ่งหลังจากที่ หิรัณยกศิปุได้บำเพ็ญตบะมาเป็นเวลานาน ในที่สุด พระพรหมก็ทรงปรากฏองค์เพื่อประทานพรให้ โดยหิรัณยกศิปุได้ขอพรให้ตน เป็นผู้ที่ไม่อาจตายด้วยน้ำมือหรืออาวุธของมนุษย์, สัตว์, เทวดา ไม่ตายทั้งในเวลากลางวันและกลางคืน ไม่ตายทั้งในเรือนและนอกเรือน ไม่ตายบนพื้นดิน ท้องฟ้า หรือผืนน้ำ ครั้นเมื่อได้รับพรจากพระพรหมแล้ว หิรัณยกศิปุ ก็เริ่มต้นแผ่ความยิ่งใหญ่ของตน โดยทำสงครามกับทั้งเหล่าเทพและมนุษย์จนเกิดความวุ่นวายไปทั้งสามโลก จากนั้นหิรัณยกศิปุก็บังคับให้ชนทั้งปวงนับถือบูชาตนดุจดังพระเป็นเจ้า ผู้ใดที่ขัดขืนก็ถูกเข่นฆ่าทรมานอย่างเหี้ยมโหด ทว่าบุตรชายคนที่ห้าของหิรัณยกศิปุ ซึ่งมีนามว่า “ประหลาท” ผู้เป็นบุตรคนโปรด กลับปฏิเสธที่จะยอมรับว่าบิดาคือ พระผู้เป็นเจ้า โดย ประหลาทนั้นมีใจศรัทธาเลื่อมใสพระนารายณ์หรืออีกพระนามหนึ่งคือ…

นนทิ

นนทิ พาหนะของพระศิวะ

นนทิ อุสุภราช หรือ นนทิ (อักษรโรมัน: Nandi; สันสกฤต: नंदी) เป็นชื่อโคเผือกที่เป็นพาหนะของพระศิวะ กำเนิดมาจากเมื่อครั้งกวนเกษียณสมุทร พระกัศยปะต้องการให้นางโคสุรภีเป็นพาหนะประจำพระองค์ แต่ติดว่านางโคสุรภีเป็นโคเพศเมีย หากจะเป็นโคพาหนะจึงควรเป็นโคเพศผู้มากกว่า พระกัศยปะจึงได้เนรมิตรโคเพศผู้ขึ้นมาให้สมสู่กับนางโคสุรภี ลูกโคที่เกิดมาเป็นโคสีขาวปลอดเพศผู้ลักษณะดีคือ โคอุสุภราช พระกัศยปะจึงได้ประทานชื่อให้ว่า นนทิหรือนันทิ และได้ถวายให้เป็นพระพาหนะแด่พระศิวะ อีกตำนานหนึ่งของการกำเนิดโคอุสุภราช กล่าวว่า เดิมทีเป็นเทพบุตรองค์หนึ่งชื่อนนทิ เป็นเทพที่ดูแลบรรดาสัตว์ 4 ขาต่าง ๆ ที่เชิงเขาไกรลาส และมักเนรมิตรตนให้เป็นโคเผือกสีขาวเพื่อเป็นพาหนะของพระศิวะเมื่อเสด็จไปยังที่ต่าง ๆ โคอุสุภราชในความเชื่อของชาวฮินดูไม่เพียงแต่เป็นสัตว์พาหนะตัวหนึ่งเท่านั้น แต่ยังได้รับการบูชาดุจดั่งเทพเจ้าองค์หนึ่ง ดังนั้น โคหรือวัวสำหรับชาวฮินดูจึงถือเป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ ชาวฮินดูจึงไม่ฆ่าโคและกินเนื้อวัว ในพิธีการมงคลแบบฮินดู พราหมณ์จะนำมูลโคมาเจิมหน้าผาก ถือว่าเป็นมงคลประการที่ 7 และในวิหารบูชาพระศิวะมักมีรูปปั้นโคอุสุภราชนี้ประดิษฐานที่กลางวิหารด้วย ด้วยถือว่าเป็นสัญลักษณ์หนึ่งขององค์พระศิวะ เรื่องมีอยู่ว่าในการ กวนเกษียรสมุทร ครั้งยิ่งใหญ่ของทวยเทพทั้งปวงนั้น ก็ได้มีสิ่งวิเศษเกิดขึ้นมากมายหลายสิ่งด้วยกัน และ นางโคสุรภี…

ตรีมูรติ

การบูชา พระตรีมูรติ ให้สมหวัง

ตรีมูรติ ความเชื่อเกี่ยวกับพระตรีมูรติ คนส่วนใหญ่เชื่อกันว่าหากบูชา “พระตรีมูรติ”  จะมีความหมายที่แสดงถึงความอุดมสมบูรณ์ทั้งในชีวิต ความรัก และการงาน แต่ในปัจจุบัน ได้รับการเทิดทูนจนกลายเป็นสัญลักษณ์ใหม่ ของการประทานความรัก โดยเทวรูป “ตรีมูรติ” ที่อยู่หัวมุมด้านซ้ายของห้างเซ็นทรัลเวิลด์(เวิลด์เทรดเซ็นเตอร์เก่า) ตรงข้ามกับพระพรหมที่โรงแรมเอราวัณ มักจะมีหนุ่มสาวจำนวนมากไปสักการบูชาและขอพรเกี่ยวกับความรัก หรือการขอพรให้มีบุตร ตรีมูรติ (เทพทัตตาเตรยะ) คือ พระเจ้าสูงสุดองค์เดียว แต่ประกอบด้วย 3 สภาวะ คือ พรหม ศิวะ วิษณุ   “พระตรีมูรติ”  จึงมีพลังของเทพเจ้าทั้งสามในรูปเดียวคือ การสร้างโลก (สฤษฏิ)  เป็นพลังของพระพรหม รักษาโลก (สถิติ)  เป็นพลังของพระวิษณุ (นารายณ์)  และทำลายโลก (ประลัย) เป็นพลังของพระอิศวร (ศิวะ) การรวมตัวกันของ “พลังทั้งสาม”  คือการแสดงออกของปรมาตมันพลังอันยิ่งใหญ่ของพระเป็นเจ้าในสรรพสิ่ง “พระตรีมูรติ” มีสามเศียร หกกร…